กลยุทธโยนหินถามทาง

ตั๋งโต๊ะคุมราชสำนัก
ตั๋งโต๊ะคุมราชสำนัก

กลยุทธโยนหินถามทาง ตั๋งโต๊ะหยั่งเชิงขุนนาง แม้ชื่อเสียงของลิยู ผู้เป็นทั้งลูกเขยและที่ปรึกษาของตั๋งโต๊ะจะไม่โด่งดังแต่ด้วยการแผนการอัน แยบยลของเขาก็สามารถผลักดันให้แม่ทัพบ้านนอกอย่างตั๋งโต๊ะกลายผู้นำรัฐบาล กุมอำนาจราชสำนักได้อย่างน่าอัศจรรย์ ลิยู ผู้นี้ไม่ได้เก่งเฉพาะการวางแผนการเท่านั้นหากแต่ว่าศิลปะการอ่านคนของเขาก็ อยู่ในขั้นไม่ธรรมดา

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นภายหลังจากการปราบ 10 ขันทีและเชิญเสด็จฮ่องเต้และพระอนุชาตันหลิวอ๋องเข้าวัง ตั๋งโต๊ะเห็นถึงความอ่อนแอของราชสำนักจึงได้คิดการใหญ่ปรึกษากับลิยูว่า ตนคิดจะปลดฮ่องเต้น้อยออกจากราชบัลลังก์แล้วชูราชบุตรองค์รองตันหลิวอ๋อง ขึ้นครองราชย์ ถ้าการนี้ทำสำเร็จก็ย่อมที่จะได้เป็นผู้สำเร็จราชการแน่นอน

ลิยูจึงวางแผนปูทางให้ตั๋งโต๊ะ โดยเริ่มต้นจากการกวาดต้อนเหล่าบรรดาขุนศึก ขุนนางในสังกัดของโฮจิ๋นที่เพิ่งเสียชีวิตให้มาอยู่กับตั๋งโต๊ะ ด้วยวิธีการต่างๆไม่ว่าจะเป็นการติดสินบน ขู่ บังคับ สารพัดวิธีที่จะทำได้ จึงทำให้กลุ่มการเมืองของตั๋งโต๊ะขยายตัวอย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาไม่นาน

นอกจากนี้แล้วเวลามีการประชุมขุนนางในราชสำนัก ตั๋งโต๊ะก็มักจะเข้าไปมีส่วนร่วมโดยมิได้รับเชิญ และการมาของตั๋งโต๊ะแต่ละครั้งก็มิได้มาอย่างขุนนางปกติที่ให้ความเคารพยำ เกรงต่อราชวงศ์ฮั่น หากแต่ว่านายพลตะวันตกผู้นี้มาอย่างโจรป่าโหดเหี้ยมใจทมิฬ เวลาที่เข้ามาในเมืองหลวงก็จะยกกำลังทหารเข้ามา ปล้น ฆ่า ข่มขืน ทำอนาจาร ทำให้ชาวเมืองต่างก็เกรงกลัวตั๋งโต๊ะ จนกิติศัพท์แห่งความโหดร้ายเป็นที่เลื่องลือสะเทือนแผ่นดินไม่มีขุนนางผู้ใด ในเมืองหลวงจะไม่รู้จักขุนนางโฉดผู้นี้

ข่าวความอำมหิตนี้เป็นที่โจษจันเข้าวังหลวง ทำให้ขุนนางหลายคนไม่พอใจจึงนำเรื่องนี้ไปปรึกษากับอ้วนเสี้ยว ซึ่งคุมทหารรักษาพระนคร ทว่าอ้วนเสี้ยวกลับมองเห็นภัยพิบัตินี้เป็นเรื่องเล็กน้อย จึงกล่าวว่า “ภัยจากโจรผ้าเหลืองก็เพิ่งจะหมดไป อย่าให้ต้องนองเลือดกันอีกเลย” ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ขุนนางต่างเอาหูไปนาเอาตาไปไร่กันหมด

ทางด้านตั๋งโต๊ะเมื่อเห็นไม่มีใครกล้ามาทัดทานหรือคานอำนาจของตนวางแผนกับลิ ยูในการที่จะปลดฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน กุนซือคนโปรดจึงแนะนำให้พ่อตาจัดงานเลี้ยงขึ้นมาแล้วเชิญขุนนางใหญ่น้อยใน ราชสำนักมาร่วมงานเพื่อที่จะได้ดูทิศทางและความเห็นต่างๆของเหล่าขุนนางก่อน จะดีกว่าเพื่อเป็นการหยั่งเชิง

ตั๋งโต๊ะฆ่าขุนนางที่ไม่เห็นด้วย
ตั๋งโต๊ะฆ่าขุนนางที่ไม่เห็นด้วย

ตั๋งโต๊ะจึงส่งหมายเชิญขุนนางใหญ่น้อยในราชสำนักรวมไปถึงเหล่าขุนนางจากหัว เมืองที่มาตั้งทัพนอกเมืองหลวงมาร่วมงาน บางคนก็เต็มใจมาทว่าหลายคนก็จำใจมาด้วยไม่รู้จะปฎิเสธอย่างไรเนื่องจากตั๋ง โต๊ะเป็นกลุ่มการเมืองที่มีอิทธิพลมากบารมีล้นฟ้า ชนิดที่ราชสำนักยังต้องเอาหูไปนาเอาตาไปไร่กับพฤติกรรมอันเลวร้ายของตั๋ง โต๊ะและพรรคพวก

ด้วยเหตุนี้ภายในงานจึงคราคร่ำไปด้วยเหล่าขุนนางมากมาย บรรยากาศเป็นไปอย่างสนุกสนานแต่จู่ๆเจ้าภาพก็ลุกขึ้นมาสำแดงเดชชักกระบี่ออก มาแล้วแล้วกล่าวว่า

“พวกท่านอย่าเพิ่งเสพสุรา เราจะปรึกษาราชการข้อหนึ่งก่อน วันนี้หองจูเปียนได้เสวยราชสมบัติแต่กลับไม่มีสง่าอาญาสิทธิ์ให้ขุนนางและ ราษฎรเกรงกลัว บัดนี้เราเห็นหองจูเหียบมีสติปัญญาหลักแหลมกล้าหาญ เราจะให้ถอดหองจูเปียนออกจากบัลลังก์และให้ห้องจูเหียบเสวยราชย์ แผ่นดินจึงจะอยู่เย็นเป็นสุข พวกท่านคิดว่าอย่างไร”

เมื่อพูดจบทุกอย่างก็อยู่ในความสงบเพราะไม่มีใครคาดคิดว่าแม่ทัพบ้านนอกจะ เหิมเกริมบังอาจถึงเพียงนี้ เมื่อเห็นทุกคนเงียบตั๋งโต๊ะก็ถือเอาความเงียบนี้เป็นชัยชนะอย่างเป็น เอกฉันท์ จู่ๆก็มีผู้ทำลายความเงียบตะโกนออกมาอย่างไม่ยำเกรงและไม่เกรงกลัวบุรุษใจ ทมิฬหยาบช้าอย่างตั๋งโต๊ะ

“มึงถือดีอย่างไรเป็นแค่ขุนนางบ้านนอกจะมาอาจเอื้อมสั่งปลดฮ่องเต้ พระองค์ก็มิได้มีความผิดสิ่งใด”

ทุกคนต่างก็จับจ้องไปยังเจ้าของเสียงผู้กล้าหาญชาญชัยต่อกรกับคนพาลสันดาน หยาบอย่างตั๋งโต๊ะ นั่นก็คือ เต๊งง้วน เจ้าเมืองเต๊งจิ๋ว สร้างความโกรธแค้นให้กับตั๋งโต๊ะมาก ด้วยเหตุนี้ตั๋งโต๊ะจึงคว้ากระบี่พุ่งเข้าไปหมายจะเสียบเต๊งง้วนให้สาสมกับ โทสะในจิตใจ แต่จู่ๆ ลิยู กลับดึงแขนพ่อตาและเอาตัวเข้าขวางก่อนที่ตั๊งโต๊ะจะต้องดับดิ้นสังเวยคมทวน ของนายทหารองค์รักษ์ร่างใหญ่ของเต๊งง้วน ที่ชื่อลิโป้

สำหรับมันสมองระดับ ลิยู แล้วเขารู้ดีว่าลิโป้นั้นเป็นยอดฝีมือที่ไม่ควรจะไปต่อกรด้วยเพราะว่าบุรุษ ผู้นี้มีวรยุทธ์ที่ยอดเยี่ยม ยิ่งเมื่ออยู่ในสมรภูมิรบก็ไม่เคยปราชัยให้กับใคร ด้วยความเป็นห่วงพ่อตาลิยูจึงรีบตัดบทว่า

“วันนี้เชิญพวกท่านมาสนุก อย่าได้มาวิตกถึงเรื่องอื่นเลย”

เมื่องานจบตั๋งโต๊ะจึงถามลิยูอย่างด้วยความสงสัยว่า “ไฉนท่านจึงมาห้ามเราไม่ให้สังหารเจ้าแก่นั่น” ลิยูจึงว่า “ท่านไม่เห็น องค์รักษ์ร่างใหญ่ที่อยู่ข้างหลังที่อยู่ข้างหลังเต๊งง้วนหรือนั่นแหละคือลิ โป้ เป็นขุนทวนที่เก่งกาจมิเคยรบแพ้ใคร ท่านเข้าไปก็มีแต่ตายสถานเดียว”

ท่านผู้อ่านครับแม้ลิยูจะเป็นยอดนักวางแผนจนสามารถสร้างกลุ่มอิทธิพลใหม่ภาย ใต้การนำของตั๋งโต๊ะขึ้นมาได้แต่เขาก็ไม่รู้ว่าอำนาจที่อยู่ในมือเจ้านาย นั้นอยู่ในระดับใดเสมือนหนึ่งสำนวนที่กล่าวว่า “พญาอินทรีจะไม่มีทางรู้เลยว่าตนเองบินได้สูงแค่ไหนตราบใดที่มันยังไม่ได้ บิน” อำนาจของตั๋งโต๊ะก็เช่นกัน

ลิยูก็ไม่อาจจะรับรู้ได้ว่าอำนาจของเจ้านายนั้นยิ่งใหญ่มากน้อยขนาดไหน หากใช้ยุทธการ “หักดิบ” เข้ายึดอำนาจราชสำนักก็อาจจะถูกต่อต้านจากเหล่าผู้ภักดีและกลายเป็นสงคราม กลางเมืองเรื่องราวจะยิ่งบานปลายและถ้าผิดพลาดอะไรขึ้นมาก็อาจจะถูกประหาร ชีวิตล้างโคตรกันหมด

ด้วยเหตุนี้ลิยูจึงแนะนำให้ตั๋งโต๊ะจัดงานเลี้ยงขึ้นมาแล้วเชิญขุนนางใหญ่ น้อยในราชสำนักมาร่วมงานเพื่อที่จะได้ดูทิศทางและความเห็นต่างๆของเหล่าขุน นางว่ามีความคิดเห็นเช่นใดบ้างกับคำถามปลายเปิดที่ว่า

“พวกท่านอย่าเพิ่งเสพสุรา เราจะปรึกษาราชการข้อหนึ่งก่อน วันนี้หองจูเปียนได้เสวยราชสมบัติแต่กลับไม่มีสง่าอาญาสิทธิ์ให้ขุนนางและ ราษฎรเกรงกลัว บัดนี้เราเห็นหองจูเหียบมีสติปัญญาหลักแหลมกล้าหาญ เราจะให้ถอดหองจูเปียนออกจากบัลลังก์และให้ห้องจูเหียบเสวยราชย์ แผ่นดินจึงจะอยู่เย็นเป็นสุข พวกท่านคิดว่าอย่างไร”

ฟังดูแล้วเหมือนเป็นการถามความคิดเห็นแต่ในความเป็นจริงคือการบังคับให้ต้อง ตอบแม้ว่าคุณไม่อยากจะตอบแต่ด้วยภาษากายก็ต้องตอบเพราะทางการเมืองถือว่าการ นิ่งคือการยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้น ยกตัวอย่างคุณเห็นว่าผู้ชายตัวเล็กหนึ่งคนกำลังถูกผู้ชายตัวใหญ่กระทืบ คำถามคือคุณจะช่วยใคร

ทุกคนย่อมตอบเอาดีเข้าตัวคือช่วยคนตัวเล็กแต่ในความเป็นจริงลำพังแค่ลมปาก ช่วยไม่ได้ต้องมีการกระทำเป็นเครื่องยืนยันว่าคุณจะเลือกข้างไหนคนตัวใหญ่ หรือคนตัวเล็ก ถ้าคุณนิ่งไม่ช่วยใครเลยนั่นหมายความว่า “คุณยอมรับในพฤติกรรมอันป่าเถื่อนของคนตัวใหญ่” แม้ว่าลึกๆคุณจะไม่เห็นด้วย ตรงข้ามกันถ้าคุณเข้าไปช่วยคนตัวเล็กนั่นหมายความว่าคุณไม่ยอมรับในพฤติกรรม ดังกล่าว

เหตุการณ์ในงานเลี้ยงนี้ก็เช่นกันเหล่าขุนนางส่วนใหญ่ได้แต่ ก้มหน้านิ่งไม่กล้าแสดงความคิดเห็นแม้จะรู้อยู่เต็มอกว่าสิ่งที่ตั๋งโต๊ะคิด จะทำนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องแต่ก็ไม่มีใครกล้าแสดงตัวว่าเป็นผู้ภักดี นั่นหมายความว่าทุกคนเห็นด้วยในการที่จะปลดฮ่องเต้องค์ปัจจุบันและยกพระ อนุชาผ่านฟ้าเป็นฮ่องเต้องค์ใหม่ตามความเห็นของบิ๊กตั๋งยกเว้นเต๊งง้วนเพียง คนเดียวที่ไม่อาจจะทนต่อความป่าเถื่อนหยาบช้าของตั๋งโต๊ะและความน่าละอายใจ ของเหล่าขุนนางแห่งราชวงศ์ฮั่น

ท่านผู้อ่านครับเพียงเท่านี้ลิยูก็รู้แล้วว่า ราชสำนักฮั่นมีแต่ขุนนางขี้ขลาด รักตัวกลัวตาย เมื่อถูกข่มขู่ก็นิ่งเงียบซึ่งการปกครองขุนนางหัวอ่อนเหล่านี้ก็แสนง่าย เพียงแค่ใช้มาตราการรุนแรงก็สามารถสยบได้ทั้งหมดแม้จะมีเต๊งง้วนมาเป็นแกนนำ ในการต่อต้านแต่ก็ไม่มีใครกล้าลุกขึ้นมาสนับสนุนความถูกต้องชอบธรรมมีแต่คน ก้มหน้ายอมรับในความป่าเถื่อนต่ำช้า

สำหรับเต๊งง้วนที่กล้าท้าทายอำนาจเถื่อนของเจ้านาย ลิยูมองว่าจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องกำจัดเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง แต่ด้วยวาระดังกล่าวไม่เหมาะสมที่จะทำอะไรรุนแรงเพราะเต๊งง้วนมีลิโป้เป็น องครักษ์คุ้มกันอยู่ข้างหลัง ด้วยสติปัญญาของลิยูก็รู้ดีว่าลิโป้นั้นมีฝีมือยอดเยี่ยมเพียงใดจึงพยายาม ไกล่เกลี่ยไม่ให้เกิดเหตุการณ์นองเลือดภายในงาน

บ่อยครั้งที่เรามักจะไม่ค่อยมั่นใจว่าคนส่วนใหญ่กำลังคิดอะไรอยู่ การจัดฉากการแสดงขึ้นมาก็เป็นเครื่องมือหนึ่งในการนำมาใช้อ่านใจโดยผ่านวาทะ กรรมต่างๆซึ่งบางครั้งก็มีจริงบ้างลวงบ้างแล้วแต่เจตนาของผู้จัดว่าต้องการ เช่นไรที่หยั่งน้ำใจคนทั้งปวง

วิธีการจัดฉากแสดงของลิยูก็เช่นกันแต่ครั้งนี้เป็นการแสดงจริงคือ “เจ็บจริง ตายจริง” ถ้าคุณตอบผิดหรือไม่เข้าหูก็หมายความว่าอันตรายกำลังจะมาเยือนถึงหน้าประตู ห้องนอน

จบตอน โยนหินถามทาง ตั๋งโต๊ะหยั่งเชิงขุนนาง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *