เปาบุ้นจิ้น

เปาบุ้นจิ้น ตอน บ่อมหาภัย

เปาบุ้นจิ้น
เปาบุ้นจิ้น

เปาบุ้นจิ้น ตอน บ่อมหาภัย ในขณะที่ เปาบุ้นจิ้น ว่าราชการอยู่ที่เมืองตังเกีย ครั้งนั้นนายอำเภอตำบลด่าน ตำเถาะได้ให้พนักงานคุมตัวหลวงจีน เตาเหลง มาส่งให้เปาบุ้นจิ้นตัดสินพิพากษาโทษ ฐานฆ่า นางเอี๋ยงสี ตาย โดยสรุปคำฟ้องแนบมาด้วย มีความว่า

นางเอี๋ยงสีผู้ตายเป็นภรรยาของ ตั๋งสุน ซึ่งตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ตำบลด่านตำเถาะ ห่างจาก เมืองตังเกียประมาณสามสิบลี้ ตั๋งสุนอยู่กับบิดาชื่อ ตั๋งเตียงเก่ ซึ่งตั้งโรงเตี๊ยมอยู่ริมด่าน สำหรับให้ คนเดินทางผ่านไปมาได้เช่าพักอาศัยหลับนอน ตั๋งเตียงเก่ทำมาหากินด้วยการนี้ จนมั่งมีเงินทอง เป็นเศรษฐี ส่วนตั๋งสุนบุตรชายต้องไปทำมาค้าขายที่หัวเมืองไกล ไปครั้งละเดือนหนึ่งบ้าง สองเดือนบ้าง จึงจะได้กลับบ้าน นางเอี๋ยงสีก็อาศัยอยู่กับบิดาของสามี เป็นปกติมา

วันหนึ่งเป็นวันขึ้นสิบสองค่ำเดือนอ้าย เข้าฤดูหนาว หลวงจีนเตาเหลงสำนักอยู่วัดไต้ปียี่ เขาหัวซัว เดินทางผ่านมาถึงเวลาพลบค่ำ จึงได้ขออาศัยเข้าพักนอนที่โรงเตี๊ยม ของ ตั๋งเตียงเก่คืนหนึ่ง ตั๋งเตียงเก่ก็จัดที่ให้หลวงจีนนอนในห้อง ปิดประตูเรียบร้อย พอรุ่งขึ้นเช้า ตั๋งเตียงเก่เปิดประตูบ้านและโรงเตี๊ยม ก็หาพบหลวงจีนไม่ และนางเอี๋ยงสีกับเงินทองสิ่งของต่าง ๆ ของตั๋งสุนบุตรชาย ก็หายไปเป็นอันมาก

ตั๋งเตียงเก่คิดว่าหลวงจีนกับนางเอี๋ยงสี คงจะคบคิดลักเอา สิ่งของเงินทองหลบหนีไปด้วยกัน จึงเที่ยวสืบถามนายกองตระเวนด่านทาง ก็ไม่มีผู้ใดพบปะ

ตั๋งเตียงเก่จึงไปหาซินแสหมอดูให้ช่วยทำนาย ซินแสก็บอกว่าให้ไปหาข้างหลังบ้าน ทางทิศ ตะวันออกเฉียงใต้ ก็คงจะพบ

ตั๋งเตียงเก่กลับมาแล้วก็ออกไปทางหลังโรงเตี๊ยม เดินผ่านบ่อส้วมเข้าไปในที่รกร้าง มีหญ้าขึ้นเต็มไปหมด เห็นโลหิตไหลหยดย้อยเรี่ยรายไปตามทาง จึงติดตามรอยไปจนถึง ปากบ่อแห่งหนึ่ง ก็ได้ยินเสียงคนร้องอยู่ในบ่อ ตั๋งเตียงเก่มองลงไปก็แลเห็นหลวงจีน เตาเหลง กับนางเอี๋ยงสี อยู่ในบ่อนั้น หลวงจีนนั้นร้องเรียกให้คนช่วย เพราะปีนขึ้นจากบ่อไม่ได้ ตั๋งเตียงเก่จึงเรียกคนมาช่วยหย่อนสาแหรกลงไปในบ่อ แล้วฉุดชักเอาหลวงจีนกับนางเอี๋ยงสีขึ้นมา แต่นางเอี๋ยงสีนั้นมีบาดแผลถูกแทง สิ้นชีวิตเป็นศพไปแล้ว ตั๋งเตียงแก่ก็โกรธจัดไม่ไต่ถามหา ต้นสายปลายเหตุประการใด ลงมือทุบตีหลวงจีนโดยไม่ปราณี แล้วก็มัดตัวเอาไปส่งให้ นายอำเภอชำระ

หลวงจีนเตาเหลงก็ให้การกับนายอำเภอว่า ในตอนดึกตนออกจากโรงเตี๊ยม เพื่อไปถ่าย อุจจาระ แต่เดือนมืดไม่เห็นทางจึงเดินเลยไปตกลงบ่อ ก็เจอศพของนางเอี๋ยงสีอยู่ก้นบ่อ ตนไม่ได้ รู้เรื่องอะไรเลย นายอำเภอไม่เชื่อก็ใช้วิธีเฆี่ยนตี จนหลวงจีนทนไม่ไหวต้องยอมสารภาพว่าได้ฆ่า นางเอี๋ยงสี จึงถูกส่งมาให้เปาบุ้นจิ้นตัดสิน

เมื่อเปาบุ้นจิ้นซักถาม หลวงจีนก็ให้การอย่างเดิมว่า ตนได้เดินทางมาจากวัดไต้ปียี่ แขวงตำบลลกจิ๋ว ขอพักอาศัยอยู่ที่โรงเตี๊ยมของตั๋งเตียงเก่จริง ครั้นเวลาดึกประมาณสามยาม ก็เปิดประตูหลังโรงเตี๊ยมเดินออกไปเพื่อเข้าส้วม แต่เวลานั้นหนาวมาก อากาศมืดมัวไปด้วย หมอกและน้ำค้าง ตนจึงไม่เห็นบ่อส้วมและบ่อน้ำ จึงถลำตกลงไปในบ่อน้ำลึกหลายวา ตะกายขึ้นไม่ได้ จึงทับอยู่บนศพนั้นโดยไม่รู้ว่าเป็นใคร ตนร้องเรียกให้ชาวบ้านช่วยก็ไม่มีใครได้ยิน จึงต้องแช่น้ำอยู่ในบ่อนั้นจนตั๋งเตียงเก่มาพบเข้า หลวงจีนเตาเหลงก็คำนับเปาบุ้นจิ้นว่า

“…เหตุทั้งนี้เพราะเป็นเวลา เวรกรรมของข้าพเจ้าซึ่งได้กระทำไว้แต่หนหลัง จึงบันดาลให้ข้าพเจ้ามารับโทษแทนผู้ร้ายดังนี้ ขอท่านได้พิจารณาโดยยุติธรรม เป็นที่พึ่งแก่ ข้าพเจ้าด้วยเถิด…..”

เปาบุ้นจิ้นพิจารณาตามคำให้การของหลวงจีนแล้ว ก็ไตร่ตรองเห็นว่าเขาหัวซัว ตำบลลกจิ๋วที่หลวงจีนอาศัยสำนักอยู่ กับด่านตำเถาะระยะทางไกลถึงเจ็ดร้อยลี้ ห่างกันมากมายนัก ถ้าหลวงจีนฆ่านางเอียงสีตายจริง คงหนีไปให้พ้น ซึ่งกลับมาอยู่ในบ่อกับศพของนางเอี๋ยงสีนั้น ถ้าเป็นเหตุพลาดพลั้งตกลงไป ก็ควรจะได้พบของกลางอยู่กับตัว เห็นได้ว่าผู้อื่นทำร้ายไว้แล้ว หลวงจีนเตาเหลงจึงมารับเคราะห์แทนอ้ายผู้ร้ายนั้นเป็นแน่ แต่ไม่มีผู้ใดรู้ว่าใครเป็นผู้ฆ่านางเอี๋ยงสี ซึ่งจะต้องสืบหาให้ได้

เปาบุ้นจิ้นจึงให้ผู้คุมเอาหลวงจีนไปขังไว้ก่อน แล้วคัดเลือกเอา นักโทษ ซึ่งจำคุกรอ โทษประหารมาคนหนึ่ง จับโกนผมแปลงเพศให้เหมือนหลวงจีนก่อน แล้วก็ให้เพชรฆาตนำตัวไป ประหารชีวิตตามโทษของตนเสีย จากนั้นก็ใช้ให้พนักงานคนสนิทหลายคน ออกไปเที่ยวฟังข่าว ว่าราษฎรจะพูดจาว่าขานประการใดบ้าง

พวกพนักงานก็แยกย้ายกันไปตามนอกเมืองบ้าง ในเมืองบ้าง พวกหนึ่งออกไปเที่ยว นอกเมืองไกลประมาณสามลี้ จึงแวะหยุดพักที่โรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง ซื้อขนมและน้ำชากิน หญิงแก่ เจ้าของโรงเตี๊ยมก็ถามพนักงานว่า คดีรายที่ตั๋งเตียงเก่เป็นโจทก์ฟ้องหลวงจีนนั้น เปาบุ้นจิ้นตัดสิน ชำระอย่างไรทราบหรือไม่ พนักงานศาลก็บอกว่า หลวงจีนเตาเหลงรับเป็นสัตย์ เปาบุ้นจิ้นได้ตัดสิน ให้เอาตัวไปฆ่าเสียเมื่อเดือนที่แล้ว

เจ้าของโรงเตี๊ยมได้ฟังดังนั้นก็ตบอกแล้วว่า

“…..กิติศัพท์เขาระบือลือเลื่องว่า ท่านเปาบุ้นจิ้นข้าหลวงมณฑล เป็นผู้มีสติ ปัญญา ตั้งอยู่ในยุติธรรม ตัดสินความของราษฎรได้ความจริง มาบัดนี้ตัดสินคดีรายหลวงจีนนี้ รับเคราะห์ตายเสีย ด้วยไม่มีความผิดจริง ๆ ข้าพเจ้ามีความสงสารยิ่งนัก….”

พนักงานศาลก็ว่าศาลก็ตัดสินไปแล้ว ท่านรู้เห็นอย่างไรที่จริงในความเรื่องนี้ จงเล่าสู่กันฟังเถิด หญิงชราเจ้าของโรงเตี๊ยมก็เล่าตามความเห็นของตนว่า

นางเอี๋ยงสีเป็นชู้กับ ซุนกั๊ก ได้ลักลอบไปมาหาสู่ หลับนอนด้วยกันอยู่เสมอ ในเวลาที่ตั๋งสุนไปค้าขาย ซุนกั๊กเป็นคนยากไร้และเป็นพาลสันดานต่ำช้า เที่ยวแจวเรือรับจ้างอยู่ เห็นนางเอี๋ยงสีมีเงินทองมาก จึงฆ่านางเอี๋ยงสีเป็นแน่

พนักงานศาล ก็กลับมาแจ้งความแก่เปาบุ้นจิ้น ตามที่หญิงเจ้าของโรงเตี๊ยม เล่าให้ฟัง ทุกประการ เปาบุ้นจิ้นจึงให้คนใช้ไปจับเอาตัวซุนกั๊กมาสอบสวนโดยแกล้งบอกว่า

“…..หลวงจีนฆ่านางเอี๋ยงสีเสีย โทษของหลวงจีนนั้น ก็ได้เอาตัวไป ประหาร ชีวิต เสียตามกฎหมายแล้ว แต่โทษของเจ้าส่วนเป็นชายชู้แก่นางเอี๋ยงสี และนางเอี๋ยงสีลักเอาเงิน ทอง สิ่งของ ของสามีไปให้แก่เจ้าจริงหรือ…..”

ครั้งแรกซุนกั๊กไม่ยอมรับ เปาบุ้นจิ้นจึงว่าถ้ารับเสียโดยดี และคืนสิ่งของเงินทอง มาให้ก็จะไม่ทำโทษ ซุนกั๊กจึงยอมรับว่าเป็นชู้กับนางเอี๋ยงสีจริง ส่วนข้าวของเงินทองนั้น เก็บไว้ใน เรือของตน จะขอคืนให้ เปาบุ้นจิ้นก็มีความยินดี จึงให้คนใช้ไปขนของเงินทองที่ซ่อนไว้ ในลิ้นชัก เป็นอันมาก นำมาเป็นของกลาง เปาบุ้นจิ้นก็ให้ไปตามตัวตั๋งเตียงเก่มาดู ก็จำได้ว่าเป็นของ บุตรชาย ทั้งสิ้น

เปาบุ้นจิ้นจึงสอบสวนซุนกั๊กต่อไปอีกว่า ได้เป็นผู้ลงมือฆ่านางเอี๋ยงสีเองหรือไม่ ซุนกั๊กก็ปฏิเสธ เปาบุ้นจิ้นก็ให้ไปตามตัวหญิงชราเจ้าของโรงเตี๊ยม มาเบิกความเป็นพยาน อีกคน หนึ่ง นางก็ให้การไปตามที่รู้เห็น ว่าซุนกั๊กมีนิสัยและความประพฤติเป็นเช่นไร ก็ยิ่งมั่นใจว่า หลวงจีนเตาเหลงไม่ได้ฆ่านางเอี๋ยงสีเป็นแน่ และไม่มีใครที่จะฆ่านางเอี๋ยงสี นอกจากซุนกั๊ก จึงซักถามล่อลวงจนซุนกั๊กสิ้นปัญญา จึงต้องยอมรับสารภาพว่า

ตนเองเป็นคนแจวเรือรับจ้าง อยู่นอกเมืองตังเกียออกไปประมาณสิบสี่ลี้ ได้รักใคร่กับ นางเอี๋ยงสี มากินอยู่หลับนอนในเวลาที่ตั๋งสุนสามีนางเอี๋ยงสี เดินทางไปค้าขายอยู่เนือง ๆ เป็นเวลา ช้านานหลายเดือนแล้ว

วันหนึ่งจึงชวนนางเอี๋ยงสีว่า

“…..เราไปมาหาสู่ลักลอบทำชู้กันฉะนี้ ถ้าสามีของเจ้าเขาจับได้ เราทั้งสองก็จะได้ความอัปยศและเดือดร้อน อย่ากระนั้นเลยเราพากันหนีไปอยู่เสียบ้านอื่นเมืองไกล ก็คงมี ความสุข..”

นางเอี๋ยงสีก็เห็นชอบด้วย จึงสัญญาสาบานกันไว้ และกำหดนัดว่าจะหนีไป ด้วยกันในวันขึ้นสิบสองค่ำ พอถึงวันนัด ซุนกั๊กไปถึงบ้านนางเอี๋ยงสีในเวลาประมาณสองยาม ขณะนั้นอากาศหนาวจัด นางเอี๋ยงสีกับซุนกั๊กช่วยกัน ขนเอาหีบใส่สมบัติจะออกเดินทาง แต่นาง เอี๋ยงสีบอกว่า หนาวเย็นจนเท้าเป็นเหน็บชาเดินไม่ได้ และขอร้องให้ตนกลับบ้าน รออยู่ให้คลาย ความหนาวก่อน คืนวันหลังจึงค่อยเดินทางไป ซุนกั๊กเกรงว่าช้าไว้เนื้อความจะแพร่งพรายไป กับได้เห็นเงินทองข้าวของอยู่ในหีบเป็นอันมาก ก็เกิดความโลภเสียดายสมบัติที่จะ ได้เป็นของตน แล้ว จะต้องหลุดมือไป จึงชักมีดออกจากชายพกฆ่านางเอี๋ยงสีตาย แล้วเห็นบ่อเก่าอยู่ที่หลังบ้าน ตั๋งเตียงเก่ลึกหลายวา จึงอุ้มนางเอี๋ยงสีโยนลงไปในบ่อ แล้วก็แบกหีบทรัพย์สินไปเป็น ของตน สมความปรารถนา

เปาบุ้นจิ้นได้ฟังคำสารภาพเป็นสัตย์แล้ว จึงตัดสินให้ประหารชีวิตซุนกั๊กเสีย และปล่อย ตัวหลวงจีนเตาเหลงออกจากคุกไป

หลวงจีนผู้เคราะห์ร้าย ซึ่งต้องแช่น้ำหนาวเหน็บอยู่ในบ่อมหาภัยนั้น เป็นเวลานาน นับ วัน จึงรอดชีวิตได้ด้วยสติปัญญาและความยุติธรรมของท่าน เปาบุ้นจิ้น ดังนี้.

วารสารกองพลทหารราบที่ ๓
ตุลาคม ๒๕๓๙

เล่าเซี่ยงชุน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *