เปาบุ้นจิ้น

เปาบุ้นจิ้น ตอน หญิงผู้สัตย์ซื่อ

เปาบุ้นจิ้น
เปาบุ้นจิ้น

เปาบุ้นจิ้น ตอน หญิงผู้สัตย์ซื่อ ณ เมืองหลินอันหู ขณะที่ เปาบุ้นจิ้น ได้ตรวจราชการอยู่นั้น วันหนึ่งก็มีชายผู้หนึ่งชื่อ หองโต มาแจ้งความฟ้องร้องกล่าวโทษเพื่อนของตนเองที่ชื่อ หยีมักกือ หาว่ากระทำการข่มขืน นางเกงเจงโก ผู้เป็นภรรยาของตน แต่นางไม่ยินยอมพร้อมใจด้วย จึงฆ่าตัวตายเสีย โดยมี ฮูหมอเอ้ง เป็นพยาน

เปาบุ้นจิ้นรับคำฟ้องแล้วจึงให้นักการในศาล ไปจับตัวจำเลยและเรียกพยาน มาศาลในทันที แล้วซักฮูหมอเอ้งซึ่งเป็นพยานก่อน ว่าตามที่หองโตผู้เป็นโจทก์กล่าวฟ้องหยีมักกือ ว่า ข่มขืนนางเกงเจงโกนั้น ตัวได้รู้เห็นเป็นประการใด จงเบิกความไปตามจริง

ฮูหมอเอ้งก็ให้การว่า

“….เดิมข้าพเจ้ายืนอยู่นอกห้อง หยีมักกือเข้าไปอยู่ในห้อง ได้ยินเสียงนาง เกงเจงโกร้อง ข้าพเจ้าจึงได้รู้ว่า หยีมักกือเข้าไปกระทำข่มขืนนางเกงเจงโก….”

เปาบุ้นจิ้นจึงหันไปถามจำเลยว่าเป็นความจริงหรือไม่ หยีมักกือก็ให้การว่า

“…..เมื่อข้าพเจ้ากับฮูหมอเอ้งเข้าไป นางเกงเจงโกกล่าวถ้อยคำหยาบช้าแล้ว จับอาวุธไล่ฟันข้าพเจ้ากับฮูหมอเอ้ง ข้าพเจ้ากับฮูหมอเอ้งวิ่งหนีจากที่นั้นไป หาได้ทันกระทำการ ข่มขืนล่วงประเวณีไม่…..”

เปาบุ้นจิ้นก็กล่าวว่า

“….เมื่อเราได้รู้ความตามฟ้องแล้ว เราได้ให้นักการไปชันสูตรดูศพนางเกงเจงโก ไม่มีเสื้อผ้าและกางเกงเปลือยกายนอนตายอยู่ข้างเตียง เจ้าทั้งสองคนสมรู้ร่วมคิดกัน กระทำการ หยาบช้าแก่นางเกงเจงโก นางมีความอายจึงได้ฆ่าตนตายเสียดังนี้ ก็เพราะได้ความอับอายและ โทมนัสน้อยใจ เจ้าทั้งสองให้การพัวพัน เราเห็นไม่พ้นผิดพิรุธเป็นรอยราคีมีมลทินอยู่แล้ว จง ให้การไปโดยสัตย์จริงเถิด อย่าให้ต้องผูกถือเฆี่ยนตีเลย…..”

ฮูหมอเอ้งกับหยีมักกือ จึงต้องยอมสารภาพออกมาอีกว่า ทั้งสองได้เข้าไปในห้องนอน ของนางเกงเจงโก ต่างก็จับข้อมือนางไว้ข้างละคน ฮูหมอเอ้งนั้นมือหนึ่งก็จับข้อมือนาง เกงเจงโกไว้ ส่วนอีกมือหนึ่งก็เปลื้องเอาเสื้อและกางเกง ออกจากกายนางเกงเจงโกเป็นพัลวัน เมื่อหยีมักกือเห็นดังนั้น มีความกลัวว่าจะเกิดเรื่องใหญ่ จึงวางมือจากนางเสียแล้วก็ออกไปจาก ห้องนั้น นางเกงเจงโกจึงเอามือที่ว่างคว้ามีดเล่มหนึ่งขึ้นมาจะฟันฮูหมอเอ้งที่อยู่ ใกล้ ฮูหมอเอ้งจึง ต้องปล่อยมือแล้ววิ่งหนีออกจากห้องตามเพื่อนไป นางจึงใช้มีดในมือเชือดคอตนเองถึงแก่ความ ตาย ด้วยความแค้นและอัปยศน้อยใจ

แต่ที่สำคัญคือทั้งสองคนให้การต้องกันในตอนท้ายว่า

“…..ทั้งนี้ใช่ว่าข้าพเจ้าจะกระทำ แต่โดยลำพังอำเภอใจของข้าพเจ้าก็หามิได้ คือเดิมหองโตโจทก์ผู้สามีของนางเกงเจงโกผู้ตาย บอกแก่ข้าพเจ้าทั้งสองคนว่า นางเกงเจงโก เป็นหญิงซื่อตรงต่อสามียิ่งนัก หองโตจึงได้อนุญาตยอมให้ข้าพเจ้าทดลองดูว่า จะจริงเหมือน กล่าวหรือไม่ เพราะเหตุนี้ข้าพเจ้าทั้งสองคนจึงได้เข้าไปหานางเกงเจงโก แต่ยังหาได้ทัน กระทำการ ประเวณี ล่วงถึงชำเราไม่….”

เปาบุ้นจิ้นได้ฟังจำเลยทั้งคู่อ้างดังนั้น ก็หัวเราะแล้วดักคอเอาว่า

“…..ไม่ได้ข่มขืนถึงชำเรา เหตุใดจึงเปลื้องเสื้อกางเกงเขาด้วยเล่า ด้วยเหตุว่าธรรมดาถ้าหญิงไม่ยินยอมแก่ชายแล้ว ชายนั้นจะมาปลดเปลื้องเครื่องนุ่งห่มของหญิงนั้น ไม่ได้ เราเห็นว่าเจ้าทั้งสองคนนี้ คงจะช่วยกันยึดถือทำการข่มขืน โดยเต็มกำลังของเจ้าเป็นแน่ จึงได้เป็นไป ถึงเพียงนี้ ถ้าเจ้าไม่รับจะต้องผูกตีให้ถึงสาหัส…..”

ทั้งสองจึงต้องยอมรับสารภาพว่าตั้งใจข่มขืนจริง

ส่วนโจทก์นั้นเปาบุ้นจิ้นก็ถามว่า เหตุใดจึงได้คิดวิปลาส กับภรรยาของตนเช่นนั้น หองโตก็เล่าความจริงให้ฟังโดยละเอียด ได้ความว่า ตนเองนั้นคิดจะลองใจนางเกงเจงโกผู้ภรรยา ว่าจะเป็นคนสุจริตซื่อตรงต่อสามีจริงหรือไม่ จึงถามภรรยาว่า

“….เจ้าเป็นภรรยาของข้า แม้มีผู้มาพูดจาเกี้ยวพานแทะโลม เจ้าจะสมัครรักใคร่ เขาหรือไม่…..”

นางเกงเจงโกก็ตอบว่า

“…..แม้ผู้ใดมาพูดจายั่วเย้าเกี้ยวพานแทะโลมข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไม่พูดด้วย จะมาทำอะไรแก่ข้าพเจ้าได้…..”

หองโตก็ถามต่อไปอีกว่า

“…..แม้มีผู้ชายมาปล้ำปลุกข่มขืนเจ้า เจ้าจะทำอย่างไร…..”

ภรรยาก็ตอบว่า

“…..ถ้าแม้ชายใดมาปล้ำปลุก ข่มขืนข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะต่อสู้ชายนั้น ด้วยคมอาวุธ ฆ่าฟันมันให้ถึงแก่ความตาย นอกจากท่านแล้ว ข้าพเจ้าไม่เสียตัวแก่ชายอื่น ต่อไปเป็นอันขาด…..”

หองโตก็ยังไม่ยอมเชื่อถามต่อไปอีกว่า

“…..แม้ชายหลายคนช่วยกันกระทำการข่มขืนเจ้า เจ้าจะทำประการใด….”

ฝ่ายภรรยาก็ยืนยันว่า

“……ถ้ามีชายมาช่วยกันกระทำข่มขืนข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าจะฆ่าตัวข้าพเจ้า ให้ตายเสียก่อน มิทันเสียตัวแก่ชายนั้น ผู้ซึ่งมิใช่สามีข้าพเจ้า…..”

หองโตจึงคิดใคร่จะลองดูให้เห็นจริง อีกสองสามวันต่อมา จึงวานเพื่อนคนหนึ่ง ให้มา พูดจาสัพยอกแทะโลมเกี้ยวพานางเกงเจงโก นางก็โกรธกล่าวคำหยาบช้า ต่อชายผู้นั้นให้ได้ความ อายอดสู จนต้องหลบหน้าไป แล้วนางก็นำเรื่องนี่มาเล่าให้สามีฟังทุกประการ แต่ยังไม่เป็นที่พอใจ อีกเดือนเศษต่อมาหองโตจึงไปชวนฮูหมอเอ้งกับยีมักกือ ซึ่งเป็นเพื่อนสนิท มาช่วยกันปลุกปล้ำ ลองใจนางเกงเจงโกจนเกิดเรื่องใหญ่ขึ้น และเมื่อภรรยาตายแล้ว ตนเองเกรงว่าบิดามารดา ของ ภรรยาจะเอาเรื่อง ความผิดก็จะพลอยมาถึงตัวด้วย จึงได้นำความมาฟ้องต่อท่านเปาบุ้นจิ้น เป็นการ กลบเกลื่อน

เมื่เปาบุ้นจิ้นได้ทราบเหตุ โดยกระจ่างแจ้งทั้งสองฝ่ายแล้ว จึงตัดสินพิพากษาว่า หองโตสามีเป็นผู้ก่อเหตุอันมิชอบ เป็นความทุจริตผิดประเพณี ภรรยาของตัวดี ๆ ไม่ควรจะให้ชาย ไปทำหยาบช้า จนเป็นเหตุถึงอันตรายแก่ชีวิต ให้เอาตัวหองโตไปประหารเสีย

ส่วนฮูหมอเอ้งกับยีมักกือ สองจำเลยนั้น ให้เนรเทศไปอยู่หัวเมืองไกล เป็นเวลาสามปี จึงให้กลับมาอยู่บ้านเดิมได้

และเปาบุ้นจิ้นก็ได้สั่งให้เจ้าเมืองหลินอันหู สร้างศาลาจารึกชื่อนางเกงเจงโก ไว้ด้วย อักษรทองคำ เพื่อประกาศเกียรติคุณของนางว่า เป็นหญิงที่ซื่อตรงต่อสามีไว้ ให้ปรากฎเป็นตัวอย่าง อันดี ต่อไปในภายหน้าด้วย

อันเรื่องวิปริตผิดประเพณีแบบนี้ก็มีมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว เพียงแต่ว่าถ้าเป็นสมัย ปัจจุบัน อาจจะไม่เป็นคดีขึ้นศาล ให้ท่านเปาบุ้นจิ้นผู้ทรงความยุติธรรม ต้องปวดเศียรเวียนเกล้า เช่นนี้เลยก็ได้.

จาก วารสาร สยามอารยะ
พฤศจิกายน ๒๕๓๙

เล่าเซี่ยงชุน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *