ซุนเกี๋ยน

ซุนเกี๋ยน (ซุนเจียน 孫堅 Sun Jian) ชื่อรอง เหวินไถ (文臺 Wentai) เป็นชาวตำบลฟู่ชุน เมืองง่อกุ๋น (อู๋จวิ้น) เกิดเมื่อปี ค.ศ. 155 มีลักษณะหน้าผากกว้าง ร่างเหมือนเสือ เอวเหมือนหมี สืบเชื้อสายจากซุนจื่อหรือซุนอู่ (หรือที่นิยมเรียกว่าซุนวู) นักการทหารในยุคชุนชิวผู้ประพันธ์ตำราพิชัยสงคราม 13 บท “ซุนจื่อปิงฝ่า” หรือ “พิชัยสงครามซุนจื่อ”

ซุนเกี๋ยนมีความชำนาญในการรบมีชื่อเสียงเลื่องลือ จนได้รับฉายาว่า “พยัคฆ์แห่งกังตั๋ง (เจียงตง)” ซุนเกี๋ยนมีพี่ชายฝาแฝดชื่อซุนเชียง (มีชื่อปรากฏในจดหมายเหตุสามก๊ก แต่ไม่ปรากฏในวรรณกรรมสามก๊ก) ซึ่งเสียชีวิตตั้งแต่ยังหนุ่ม และมีน้องชายชื่อซุนเจ้ง (ซุนจิ้ง) ซุนเกี๋ยนมีภรรยาสองคน ภรรยาคนแรกคือนางงอฮูหยิน (อู๋ฟูเหริน) มีบุตรชายด้วยกัน 4 คนได้แก่ ซุนเซ็ก (ซุนเช่อ) ซุนกวน (ซุนเฉวียน) ซุนเซียง (ซุนอี้) และซุนของ (ซุนควง) ภรรยาคนที่สองเป็นน้องสาวของนางงอฮูหยิน (สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) เรียกว่า “นางงอยี่ฮูหยิน”) ซึ่งต่อมาคือนางง่อก๊กไถ้ (อู๋กั๋วไท่) มีบุตรชายด้วยกันกับซุนเกี๋ยนชื่อซุนลอง (ซุนหล่าง) และมีบุตรสาวชื่อซุนหยิน (ซุนเหริน) ซึ่งต่อมาคือซุนฮูหยิน (ซุนฟูเหริน) แต่งงานเป็นภรรยาของเล่าปี่ (หลิวเป้ย)

เมื่อซุนเกี๋ยนอายุ 17 ปี ขณะเดินทางไปเมืองเจียนต๋อง (เฉียนถัง) กับบิดา ซุนเกี๋ยนได้เห็นโจรสลัดสิบกว่าคนปล้นชิงทรัพย์สมบัติจากพ่อค้าแล้วขึ้นฝั่งริมน้ำนำทรัพย์สมบัติที่ปล้นมาแบ่งกัน ซุนเกี๋ยนกล่าวกับบิดาว่าจะจับโจรสลัดพวกนี้ จากนั้นจึงถือดาบขึ้นฝั่ง ตะโกนด้วยเสียงดังลั่นพร้อมโบกมือทำทีเหมือนเป็นขุนนางเรียกบ่าวไพร่มาช่วยกันจับโจร โจรสลัดเหล่านี้เห็นแล้วก็ตกใจคิดว่าทหารหลวงยกมาปราบก็พากันทิ้งทรัพย์สมบัติที่ปล้นมาแล้ววิ่งหนีไป ซุนเกี๋ยนไล่ตามไปสังหารโจรได้คนหนึ่ง ตั้งแต่นั้นมาชื่อเสียงของซุนเกี๋ยนก็เริ่มเป็นที่เลื่องลือ

ต่อมาก็ได้รับราชการเป็นนายทหาร เมื่อหือฉง (สวี่ชาง) ได้ก่อกบฏขึ้นที่เมืองห้อยเข (ไขว้จี) ตั้งตนเป็นเจ้ายังเป๋ง (หยางหมิงหวงตี้) ซ่องสุมกำลังพลได้กว่าหมื่นคน ซุนเกี๋ยนจึงรวบรวมชาวเมืองเป็นทหารอาสาสมัครได้พันกว่าคนยกไปปราบกบฏ สามารถสังหารหือฉงและหือเสา* (สวี่เสา) บุตรชายได้สำเร็จ จางหมิน เจ้าเมืองห้อยเขจึงทำหนังสือขึ้นกราบทูลราชสำนักเสนอความชอบของซุนเกี๋ยน ซุนเกี๋ยนจึงได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยเจ้าเมืองของเมืองเอี๋ยนตู๋ เมืองอุไถ (ซวีอี๋) และเมืองแห้ฝือ (เซี่ยพี)

เมื่อกบฏโจรโพกผ้าเหลืองได้ก่อการเป็นจลาจลขึ้น ซุนเกี๋ยนทราบข่าวจึงระดมกำลังพลได้หนึ่งพันห้าร้อยนายยกไปช่วยทหารหลวงของราชวงศ์ฮั่นปราบโจรผ้าเหลือง ขณะนั้นแม่ทัพจูฮี (จูจวิ้น) นำทัพปราบกลุ่มโจรโพกผ้าเหลืองที่นำโดยเตียวฮ่อง (เจ้าหง) ฮั่นต๋ง (หานตง) และซุนต๋อง (ซุนจ้ง) ที่เมืองอ้วนเซีย (หว่านเฉิง) กองทัพหลวงมีชัยสังหารฮั่นต๋งได้

แต่เนื่องจากกำลังพลของทหารหลวงมีน้อยกว่าโจรโพกผ้าเหลืองจึงถอยมาตั้งมั่น ขณะเดียวกันซุนเกี๋ยนได้ยกมาถึงแล้วสมทบกับทัพของจูฮี จูฮีจึงให้ซุนเกี๋ยนเข้าตีเมืองอ้วนเซียทางประตูทิศใต้ ให้เล่าปี่ตีด้านทิศเหนือ ส่วนจูฮียกเข้าตีด้านทิศตะวันตก ซุนเกี๋ยนปีนกำแพงเมืองอ้วนเซียเข้าไปได้เป็นคนแรก สังหารโจรโพกผ้าเหลืองได้ยี่สิบกว่าคน

เตียวฮ่องเห็นดังนั้นจึงควบม้าถือหอกรบด้วยซุนเกี๋ยน ซุนเกี๋ยนแย่งหอกจากเตียวฮ่องมาได้แล้วแทงเตียวฮ่องตกม้าตาย ทั้งยังแย่งม้าของเตียวฮ่องมาขี่ตามสังหารพวกโจรโพกผ้าเหลือง ในที่สุดโจรโพกผ้าเหลืองที่ก่อการที่เมืองอ้วนเซียก็ถูกกองทัพหลวงปราบจนราบคาบ ซุนต๋องก็ถูกเล่าปี่สังหารด้วยเกาทัณฑ์ จูฮีได้ทำหนังสือกราบทูลเสนอความชอบของซุนเกี๋ยน ซุนเกี๋ยนจึงได้รับการแต่งตั้งเป็นกรมการหัวเมือง

ต่อมา คูเสง (โอวซิง) ก่อกบฏขึ้นที่เมืองเตียงสา (ฉางซา) จึงมีพระราชโองการแต่งตั้งให้ซุนเกี๋ยนเป็นเจ้าเมืองเตียงสา แล้วให้ยกทัพไปปราบกบฏคูเสง ใช้เวลาไม่นานก็ปราบปรามได้สำเร็จ ซุนเกี๋ยนจึงได้รับบรรดาศักดิ์เป็นพระยาอูเฉิงโหวจากความชอบในการปราบกบฏคูเสงนี้

เมื่อตั๋งโต๊ะ (ต่งจั๋ว) เข้ากุมอำนาจในราชสำนักและกระทำการหยาบช้าต่างๆ โจโฉ (เฉาเชา) จึงได้ประกาศระดมทัพจากสิบแปดหัวเมืองรวมกันเป็นทัพพันธมิตรร่วมกันก่อการเพื่อโค่นล้มตั๋งโต๊ะโดยยกให้อ้วนเสี้ยว (หยวนเส้า) เป็นผู้นำทัพพันธมิตร ซุนเกี๋ยนที่เป็นเจ้าเมืองเตียงสาเป็นหนึ่งในสิบแปดขุนศึกที่เข้าร่วมกองทัพพันธมิตรสิบแปดหัวเมือง

ซุนเกี๋ยนได้เสนอตัวอาสาอ้วนเสี้ยวขอเป็นกองทัพหน้า อ้วนเสี้ยวจึงตั้งให้ซุนเกี๋ยนเป็นกองทัพหน้ายกไปตีด่านกิสุยก๋วน (ซื่อสุ่ยกวน) ซึ่งมีแม่ทัพของตั๋งโต๊ะชื่อฮัวหยง (หัวสง) ยกทัพมารักษาด่านเพื่อรับศึก ซุนเกี๋ยนนำทัพเข้าตีด่านกิสุยก๋วน โดยมีขุนพลเอกติดตามไปด้วยสี่นายได้แก่ เทียเภา (เฉิงผู่) อุยกาย (หวงไก้) ฮันต๋ง (หานตาง) และโจเมา (จูเม่า) ซุนเกี๋ยนรบได้ชัยชนะในศึกแรกจึงยกทหารเข้าประชิดกำแพงด่าน แต่ทหารของฮัวหยงยิงเกาทัณฑ์ทิ้งก้อนหินป้องกันกันอย่างเข้มแข็งไม่อาจหักเข้าตีได้ ซุนเกี๋ยนจึงถอยทัพมาตั้งมั่นที่ตำบลเลียงต๋ง (เหลียงตง)

จากนั้นจึงส่งคนไปหาอ้วนสุด (หยวนซู่) ซึ่งอ้วนเสี้ยวตั้งให้ทำหน้าที่ลำเลียงเสบียงส่งให้ทัพต่างๆ แล้วแจ้งกับอ้วนสุดว่ากองทัพของซุนเกี๋ยนขาดแคลนเสบียง ให้อ้วนสุดเร่งลำเลียงเสบียงมาให้ แต่ทหารคนหนึ่งของอ้วนสุดยุยงไม่ให้อ้วนสุดส่งเสบียงไปให้กองทัพซุนเกี๋ยนโดยบอกว่าหากซุนเกี๋ยนเข้าเมืองสังหารตั๋งโต๊ะได้ก็จะกำเริบขึ้นเหมือนไล่หมาป่าแล้วได้เสือมาแทน อ้วนสุดได้ยินดังนั้นจึงตัดสินใจไม่ส่งเสบียงให้กองทัพซุนเกี๋ยน ทหารของซุนเกี๋ยนจึงเกิดระส่ำระสายขึ้นเพราะขัดสนเสบียงอย่างหนัก

ลิซก (หลี่ซู่) ขุนพลฝ่ายตั๋งโต๊ะได้ข่าวดังนั้นจึงเสนอให้ฮัวหยงยกทหารไปปล้นค่ายของซุนเกี๋ยนในตอนกลางคืน ในเวลาเที่ยงคืนวันนั้นฮัวหยงจึงยกทหารเข้าตีด้านหน้าค่ายของซุนเกี๋ยน ส่วนลิซกยกไปตีด้านหลังค่ายแล้วจุดไฟขึ้น ทหารซุนเกี๋ยนแตกตื่นวุ่นวาย ซุนเกี๋ยนพยายามฝ่าวงล้อมของทหารฮัวหยงโดยมีโจเมาติดตามมาด้วย ฮัวหยงเห็นซุนเกี๋ยนจึงขี่ม้าไล่ตาม โจเมาจึงพูดกับซุนเกี๋ยนว่าฮัวหยงจำซุนเกี๋ยนได้จากผ้าโพกศีรษะสีแดงของซุนเกี๋ยน จึงเสนอให้สลับผ้าโพกศีรษะกับหมวกของตัวเองเพื่อล่อฮัวหยงให้ไล่ตามตนไปแทนซุนเกี๋ยน เมื่อซุนเกี๋ยนและโจเมาแลกผ้าโพกศีรษะและหมวกกันแล้วก็ขับม้าแยกไปคนละทาง ฮัวหยงเห็นโจเมาสวมผ้าโพกศีรษะสีแดงก็เข้าใจว่าเป็นซุนเกี๋ยนจึงไล่ตามไป ซุนเกี๋ยนจึงรอดชีวิตไปได้ แต่ก็ต้องเสียโจเมาที่ภายหลังถูกฮัวหยงสังหารไป

ซุนเกี๋ยนรวบรวมทหารที่แตกกระจัดกระจายขึ้นมาใหม่ เมื่อรู้ว่ามีคนยุยงให้อ้วนสุดไม่ส่งเสบียงมาให้จึงไปหาอ้วนสุดที่ค่ายเพื่อทวงถามความรับผิดชอบ อ้วนสุดจึงให้เอาตัวทหารที่ยุยงไปประหาร

ฝ่ายตั๋งโต๊ะต้องการตัดกำลังฝ่ายทัพพันธมิตร จึงส่งลิฉุย (หลี่เจวี๋ย) มาเจรจราขอเกี่ยวดองเป็นญาติกับซุนเกี๋ยน โดยจะยกลูกสาวของตั๋งโต๊ะให้แต่งเป็นภรรยากับซุนเซ็กบุตรชายของซุนเกี๋ยน ซุนเกี๋ยนปฏิเสธข้อเสนอทั้งยังด่าตั๋งโต๊ะเป็นโจรกบฏแล้วขับไล่ลิฉุยไป ต่อมาตั๋งโต๊ะได้เผาเมืองหลวงลกเอี๋ยง (ลั่วหยาง) แล้วย้ายเมืองหลวงไปเมืองเตียงฮัน (ฉางอัน)

ซุนเกี๋ยนยกเข้ายึดด่านกิสุยก๋วนที่ว่างจากทหารฝ่ายตั๋งโต๊ะแล้ว จากนั้นรีบนำทัพไปยังเมืองลกเอี๋ยงแล้วให้ทหารช่วยกันดับเพลิง ต่อมาทัพพันธมิตรสิบแปดหัวเมืองก็ยกมาตั้งในซากเมืองลกเอี๋ยง ซุนเกี๋ยนตั้งค่ายอยู่ข้างพระตำหนักเกียนเซียงเตี้ยน (เจี้ยนจางเตี้ยน) ได้ให้ทหารช่วยกันเก็บกวาดซากปรักหักพัง แล้วเชิญขุนศึกสิบแปดหัวเมืองมาทำพิธีเซ่นไหว้ ครั้นเสร็จพิธีซุนเกี๋ยนก็กลับมายังค่าย

คืนนั้น เกิดเหตุมีแสงประหลาดจากบ่อน้ำทางด้านทิศใต้ของพระตำหนัก ซุนเกี๋ยนจึงให้ทหารลงไปดูในบ่อ พบศพหญิงนางหนึ่งแต่งกายแบบชาววัง ที่คอมีถุงแพรห้อยอยู่ เมื่อเปิดดูข้างในก็พบตราหยกประจำแผ่นดินซึ่งหายสาปสูญไปหลังจากเหตุการณ์ปราบปรามสิบขันที เทียเภาได้เล่าประวัติความเป็นมาของตราหยกให้ซุนเกี๋ยนฟังและแนะนำให้ซุนเกี๋ยนกลับกังตั๋งเพื่อคิดการใหญ่ ซุนเกี๋ยนเห็นชอบด้วยแล้วสั่งคนใกล้ชิดห้ามแพร่งพรายเรื่องตราหยก แต่มีทหารซุนเกี๋ยนคนหนึ่งเป็นคนบ้านเดียวกับอ้วนเสี้ยวได้คิดเอาใจออกห่างซุนเกี๋ยนไปแจ้งอ้วนเสี้ยวเรื่องตราหยก

รุ่งขึ้น ซุนเกี๋ยนเข้าพบอ้วนเสี้ยวอ้างว่าป่วยขอกลับไปรักษาตัวที่เมืองเตียงสา อ้วนเสี้ยวรู้อยู่ก่อนจึงสอบถามเอาความเรื่องตราหยก ซุนเกี๋ยนปฏิเสธเสียงแข็งว่าไม่รู้เรื่องตราหยกพร้อมสาบานว่าหากตนเก็บตราหยกไว้ขอให้ตายด้วยคมอาวุธ จากนั้นจึงออกมาแล้วยกทัพออกจากเมืองลกเอี๋ยงกลับกังตั๋ง อ้วนเสี้ยวไม่เชื่อคำของซุนเกี๋ยนจึงให้เขียนหนังสือส่งไปถึงเล่าเปียว (หลิวเปี่ยว) เจ้าเมืองเกงจิ๋ว (จิงโจว) ให้ยกทัพไปสกัดซุนเกี๋ยนเพื่อชิงตราหยกคืน

เล่าเปียวยกทัพออกไปสกัดซุนเกี๋ยนตามหนังสือของอ้วนเสี้ยวแล้วทวงถามหาตราหยกกับซุนเกี๋ยน แต่ซุนเกี๋ยนยังคงปฏิเสธพร้อมกล่าวคำสาบานซ้ำอีก เล่าเปียวบอกว่าถ้าจะให้เชื่อต้องให้ค้นตัวทหารทุกคนของซุนเกี๋ยนก่อน ซุนเกี๋ยนได้ฟังก็โกรธจึงนำทัพเข้าตีแต่เสียทีเล่าเปียวถูกล้อมไว้ เทียเภา อุยกายและฮันต๋งฝ่าวงล้อมไปช่วยซุนเกี๋ยนออกมาได้ ซุนเกี๋ยนกลับกังตั๋งไปได้แต่ก็ต้องเสียทหารไปกว่าครึ่ง ตั้งแต่นั้นมาซุนเกี๋ยนกับเล่าเปียวก็เป็นศัตรูต่อกัน

ต่อมาอ้วนสุดขัดแย้งกับเล่าเปียวเรื่องที่อ้วนสุดขอยืมเสบียงจากเล่าเปียวแล้วเล่าเปียวไม่ยอมให้ จึงส่งหนังสือไปถึงซุนเกี๋ยนยุให้ไปตีเมืองเกงจิ๋ว ซุนเกี๋ยนเห็นเป็นโอกาสแก้แค้นเล่าเปียวจึงจัดทัพยกข้ามแม่น้ำไปรบกับเล่าเปียวโดยมีซุนเซ็กบุตรชายติดตามไปร่วมรบด้วย เล่าเปียวให้หองจอ (หวงจู่) เจ้าเมืองกังแฮ (เจียงเซี่ย) ยกทัพออกไปต้านที่ปากน้ำเมืองฮวนเสียหรืออ้วนเสีย (ฝานเฉิง)

หองจอนำทหารมาตั้งอยู่ริมน้ำเห็นเรือของซุนเกี๋ยนแล่นมาจึงให้ทหารระดมยิงเกาทัณฑ์สกัด ซุนเกี๋ยนให้ทหารแล่นเรือล่อให้ทหารหองจอยิงเกาทัณฑ์ถึงสามวันจนลูกเกาทัณฑ์หมดไป ซุนเกี๋ยนให้ทหารเก็บลูกเกาทัณฑ์ที่ติดอยู่ที่เรือนับได้หลายสิบหมื่นดอก จากนั้นจึงให้ยิงเกาทัณฑ์กลับไปใส่ทหารของหองจอบนฝั่ง ทหารหองจอสู้ไม่ได้หนีไป ซุนเกี๋ยนยกพลขึ้นฝั่งเข้ายึดค่ายของหองจอได้ หองจอหนีไปเมืองเตงเซีย (เติ้งเฉิง)

ซุนเกี๋ยนบุกตามต่อถึงแม่น้ำฮั่นซุย (ฮั่นสุ่ย) ตีทัพหองจอได้ชัยงดงาม หองจอแตกหนีไปรายงานเล่าเปียวที่เมืองซงหยง (เซียงหยาง) ชัวมอ (ไช่เม่า) น้องชายของภรรยารองของเล่าเปียวอาสาไปรบกับซุนเกี๋ยน ยกมาตั้งที่เขาฮีสัน (เซี่ยนซาน) ถูกซุนเกี๋ยนตีแตกหนีกลับเข้าเมือง ซุนเกี๋ยนให้ทหารล้อมเมืองซงหยงไว้ ฝ่ายเก๊งเหลียง (ไขว่เหลียง) เสนอให้เล่าเปียวเขียนหนังสือไปขอให้อ้วนเสี้ยวยกมาช่วย

ทหารของเล่าเปียวชื่อลีก๋ง (หลี่ว์กง) อาสาฝ่าทัพซุนเกี๋ยนไปส่งหนังสือให้อ้วนเสี้ยว เก๊งเหลียงจึงแนะนำให้ลีก๋งนำทหารถือเกาทัณฑ์ไปห้าร้อยนายมุ่งไปยังเขาฮีสัน แบ่งทหารร้อยนายซุ่มอยู่ในป่า อีกร้อยนามขึ้นไปบนเขาเก็บก้อนหินเตรียมไว้ให้มาก เมื่อทัพซุนเกี๋ยนไล่ตามมาให้ถอยล่อมาถึงจุดที่ซุ่มทหารแล้วให้ทหารที่ซุ่มระดมยิงเกาทัณฑ์ทิ้งก้อนศิลาลงมา แต่หากทัพซุนเกี๋ยนไม่ตามมาให้รีบเดินทางต่อไปหาอ้วนเสี้ยว

คืนนั้นลีก๋งนำทหารห้าร้อยนายออกทางทิศตะวันออกมุ่งไปยังเขาฮีสัน ซุนเกี๋ยนเห็นดังนั้นจึงรีบนำทหารม้าสามสิบกว่านายไล่ตามไป ม้าซุนเกี๋ยนวิ่งเร็วจึงพาซุนเกี๋ยนนำหน้าตามลีก๋งไปเพียงลำพัง ทหารคนอื่นๆตามไม่ทัน ลีก๋งล่อซุนเกี๋ยนมาถึงจุดที่ซุ่มทหารไว้แล้วให้สัญญาณยิงเกาทัณฑ์ทิ้งก้อนหินลงมา ซุนเกี๋ยนถูกทั้งเกาทัณฑ์และก้อนหินถึงแก่ความตายขณะอายุได้ 37 ปี (สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ระบุว่าซุนเกี๋ยนตายขณะอายุ 30 ปี) เมื่อปี ค.ศ. 191

ศพของซุนเกี๋ยนได้ถูกทหารเล่าเปียวนำเข้าไปในเมืองซงหยง ซุนเซ็กบุตรชายซุนเกี๋ยนทราบข่าวบิดาเสียชีวิตและถูกนำไปไว้ในเมืองจึงคิดหาทางจะนำศพของบิดาคืนมา อุยกายเสนอให้นำหองจอที่ตนจับเป็นมาได้ภายหลังมาใช้เจรจาแลกเปลี่ยนกับศพของซุนเกี๋ยน ฮวนกาย (หวนเจีย) อาสาไปเจรจากับเล่าเปียวเป็นผลสำเร็จ ซุนเซ็กจึงเชิญศพของซุนเกี๋ยนผู้บิดากลับกังตั๋งไปฝังไว้ที่ตำบลขยกโอ๋ (ชวีเออ) เมื่อซุนกวนบุตรชายคนรองของซุนเซ็กสถาปนาตนเป็นฮ่องเต้แห่งง่อก๊กเมื่อปี ค.ศ. 229 ซุนกวนได้สถาปนาย้อนหลังให้ซุนเกี๋ยนผู้บิดาเป็นฮ่องเต้อู่เลี่ยหรืออู่เลี่ยหวงตี้

หมายเหตุ:

1.ชื่อบุคคลและสถานที่อิงตามสามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) และมีชื่อสำเนียงจีนกลางระบุในวงเล็บ สำหรับชื่อที่ไม่ปรากฏในสามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) จะระบุชื่อตามสำเนียงจีนกลาง

2.ชื่อบุคคลที่มีเครื่องหมายดอกจัน (*) กำกับเป็นชื่อที่ไม่ปรากฏในสามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) แต่เป็นชื่อโดยอนุโลม โดยแซ่อิงตามสามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ส่วนชื่อตัวเป็นสำเนียงจีนกลาง และมีชื่อ-แซ่สำเนียงจีนกลางระบุในวงเล็บ


ลิขสิทธิ์ภาพจาก เกมการ์ดสามก๊ก โดย ไทยสามก๊ก
ลิขสิทธิ์บทความโดย ทีมข้อมูลไทยสามก๊ก, วณิพกยุคตงฮั่น

 

แสดงความคิดเห็นผ่าน Facebook

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

Rating*

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.