จิวฉอง

จิวฉอง (โจวชาง 周倉 Zhou Cang) เป็นชาวเมืองกวนซี รูปร่างสูงใหญ่ หน้าดำ หนวดเคราหงิกงอ มีพละกำลังมากสามารถยกของได้ถึงพันชั่ง ใช้ทวนเป็นอาวุธ เป็นทหารคนสนิทของกวนอู (กวนอวี่) มักติดตามเป็นองครักษ์ข้างกายของกวนอูและคอยถือง้าวมังกรเขียวหนัก 82 ชั่งของกวนอู

เดิมจิวฉองเป็นสมาชิกของกลุ่มกบฏโจรโพกผ้าเหลืองในสังกัดของเตียวโป้ (จางเป่า) น้องชายของผู้นำกลุ่มกบฏโจรโพกผ้าเหลืองเตียวก๊ก (จางเจวี๋ย) ขณะเมื่อติดตามเตียวโป้นั้น จิวฉองได้ยินกิตติศัพท์ความสามารถของกวนอูซึ่งติดตามเล่าปี่ (หลิวเป้ย) ปราบกบฏโจรโพกผ้าเหลือง จิวฉองก็รู้สึกนับถืออยากจะสมัครเป็นลูกน้องติดตามกวนอู แต่ก็จนใจที่จะไปเพราะจิวฉองเป็นลูกน้องของเตียวโป้

หลังกบฏโจรโพกผ้าเหลืองถูกกองทัพหลวงของราชวงศ์ฮั่นปราบปราม ทั้งเตียวก๊กและเตียวโป้เสียชีวิต จิวฉองก็รวบรวมพรรคพวกโจรโพกผ้าเหลืองมาอยู่บนเขาโงจิวสัน (โว่หนิวซาน) เป็นเพื่อนสนิทกันกับหุยง่วนเสียว (เผยหยวนเซ่า) เพื่อนโจรโพกผ้าเหลืองด้วยกันซึ่งรวมพรรคพวกอยู่ที่เขาอีกแห่งหนึ่งห่างจากเขาโงจิวสันยี่สิบลี้ จิวฉองมักพูดถึงกวนอูให้หุยง่วนเสียวฟังอยู่เนืองๆ แล้วว่าหากพบกวนอูจะชวนให้สมัครเป็นพรรคพวกด้วยกัน

ในปี ค.ศ. 200 กวนอูที่อยู่รับราชการกับโจโฉ (เฉาเชา) ได้ทราบข่าวว่าเล่าปี่อยู่กับอ้วนเสี้ยว (หยวนเซ่า) ที่เมืองกิจิ๋ว (จี้โจว) จึงพาพี่สะใภ้คือนางกำฮูหยิน (กานฟูเหริน) และนางบิฮูหยิน (หมีฟูเหริน) ภรรยาทั้งสองของเล่าปี่ พร้อมด้วยผู้ติดตามรวมยี่สิบกว่าคนเดินทางออกจากเมืองฮูโต๋ (สวี่ตู) ไปยังเมืองกิจิ๋ว ระหว่างทางพบกับหุยง่วนเสียว หุยง่วนเสียวรู้จักชื่อเสียงของกวนอูจากคำบอกเล่าของจิวฉองจึงลงจากหลังม้าคำนับกวนอูแล้วเล่าเรื่องของจิวฉองให้กวนอูฟัง

เวลาเดียวกันนั้น จิวฉองพาพรรคพวกเดินทางผ่านมาเห็นกวนอู ก็มีความยินดีจึงลงจากหลังม้าเข้าไปคำนับกวนอูแล้วขอสมัครติดตามกวนอู ลูกน้องของจิวฉองต่างก็พร้อมใจกันขอติดตามกวนอูด้วย กวนอูปรึกษากับนางกำฮูหยินและนางบิฮูหยิน แต่นางกำฮูหยินไม่เห็นด้วยที่จะให้จิวฉองเป็นผู้ติดตามของกวนอู บอกว่าตั้งแต่ออกจากเมืองฮูโต๋มาก็ผ่านความลำบากมามากกวนอูก็ยังไม่รับผู้ติดตาม ก่อนหน้านี้โจรโพกผ้าเหลืองเลียวฮัว (เลี่ยวหัว) ขอติดตามกวนอูแต่กวนอูปฏิเสธ เหตุใดครั้งนี้จึงจะรับจิวฉอง กวนอูเห็นด้วยจึงบอกให้จิวฉองกลับไปก่อน เมื่อกวนอูพบเล่าปี่แล้วจะส่งคนกลับมารับเป็นพวก จิวฉองจึงตอบว่าตนหลงผิดเป็นโจรเหมือนเข้าที่มืด บัดนี้มาพบกวนอูเหมือนเห็นแสงตะวัน ไม่อยากโอกาสพลาดการติดตามรับใช้ แล้วว่าตนจะเดินทางติดตามกวนอูแต่เพียงคนเดียว ส่วนลูกน้องของตนให้ไปอยู่ด้วยหุยง่วนเสียว กวนอูปรึกษาพี่สะใภ้ นางกำฮูหยินว่าเพิ่มคนติดตามคนหรือสองคนคงไม่เป็นไร

ฝ่ายหุยง่วนเสียวขอติดตามกวนอูไปด้วย แต่จิวฉองบอกหุยง่วนเสียวว่าหากติดตามไปทั้งสองคน พรรคพวกโจรโพกผ้าเหลืองที่เหลือก็แตกกระจัดกระจายไปเพราะไม่มีใครควบคุม แล้วให้พรรคพวกของตนไปอยู่ด้วยหุยง่วนเสียว หากกวนอูได้ที่อยู่แน่นอนแล้วจึงจะกลับมารับพวกหุยง่วนเสียว หุยง่วนเสียวจึงพาพวกโจรโพกผ้าเหลืองทั้งของตนและของจิวฉองไปตั้งยังเขาโงจิวสัน รวมโจรโพกผ้าเหลืองที่เขาโงจิวสันทั้งสิ้นประมาณสี่ร้อยห้าร้อยคน ส่วนจิวฉองก็ติดตามกวนอูจนเดินทางมาถึงเมืองเก๋าเซีย (กู่เฉิง) ซึ่งเตียวหุย (จางเฟย) น้องร่วมสาบานของเล่าปี่และกวนอูมายึดไว้เป็นที่มั่น

ภายหลังกวนอูเดินทางต่อไปเพื่อพบกับเล่าปี่ กวนอูให้จิวฉองกลับไปหาหุยง่วนเสียวที่เขาโงจิวสันให้นำพรรคพวกมาคอยอยู่กลางทางเพื่อรอรับกวนอูที่จะกลับมาพร้อมเล่าปี่ แต่จูล่ง (เจ้าอวิ๋น ชื่อรองจื่อหลง) อดีตลูกน้องของกองซุนจ้าน (กงซุนจ้าน) ที่สนิทกับเล่าปี่ ได้สังหารหุยง่วนเสียวที่นำพรรคพวกมาชิงม้าของจูล่ง แล้วจูล่งก็ขึ้นคุมพรรคพวกของหุยง่วนเสียวอยู่บนโงจิวสัน จิวฉองจึงชักชวนพรรคพวกให้กลับมาฝ่ายตนเพื่อสู้กับจูล่ง แต่มีเพียงไม่กี่สิบคนที่มาร่วมกับจิวฉอง ที่เหลือกลัวฝีมือของจูล่งจึงไม่กล้าเข้าร่วม จิวฉองเข้ารบกับจูล่งแต่สู้ไม่ได้กลับได้แผลถึงสามแผล จึงพาพรรคพวกหนีมาพบกับกวนอูที่พบเล่าปี่แล้วพากลับมาด้วย แล้วรายงานเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้กวนอูฟัง แต่จิวฉองไม่รู้ชื่อของผู้สังหารหุยง่วนเสียว กวนอูและเล่าปี่จึงพากันไปเขาโงจิวสัน จิวฉองอยู่ที่ตีนเขาตะโกนด่าท้าทายให้จูล่งลงมารบ จูล่งนำพรรคพวกโจรลงจากเขา เห็นเล่าปี่ก็จำได้มีความยินดีจึงลงจากหลังม้าแล้วขอติดตามเป็นลูกน้อง เล่าปี่จึงได้จูล่งเป็นพวก แล้วเล่าปี่จึงพากวนอู จิวฉอง จูล่ง และพรรคพวกทั้งหมดกลับไปหาเตียวหุยที่เมืองเก๋าเซีย จากนั้นได้ย้ายไปตั้งมั่นที่เมืองยีหลำ (หรู่หนาน)

ระหว่างโจโฉนำทัพไปรบกับอ้วนเสี้ยวที่ตำบลกัวต๋อ (กวนตู้) เล่าปี่ฉวยโอกาสที่โจโฉไม่อยู่ยกทัพจากเมืองยีหลำเข้าตีเมืองฮูโต๋ โจโฉรู้ข่าวจึงนำทัพด้วยตนเองไปรับศึกเล่าปี่ที่เขาชองสัน (หรางซาน) ระหว่างการศึก โจโฉได้ให้แฮหัวตุ้น (เซี่ยโหวตุน) นำทหารไปตีเมืองยีหลำ เล่าปี่ได้ข่าวเมืองยีหลำถูกตีจึงให้กวนอูยกไปช่วย แต่ยังไม่พ้นวันดี เมืองยีหลำก็ถูกแฮหัวตุ้นตีแตก  ฝ่ายเล่าปี่เสียทีโจโฉแตกหนีไปทางทิศใต้ เตียวคับ (จางเหอ) ขุนพลของโจโฉนำทัพมาสกัดที่ปากทางซอกเขา ฝ่ายกวนอู จิวฉอง และกวนเป๋ง (กวนผิง) บุตรบุญธรรมของกวนอู ยกทหารสามร้อยนายมาตามซอกเขาเห็นทัพของเตียวคับสกัดทางจึงร่วมกันเข้าตีจนทัพของเตียวคับถอยร่น พาเล่าปี่ผ่านซอกเขานั้นไปได้

ในปี ค.ศ. 208 ขงเบ้ง (ข่งหมิง) ที่ปรึกษาของเล่าปี่ มอบหมายให้กวนอูพร้อมด้วยจิวฉองและกวนเป๋งนำทหารห้าร้อยนายไปตั้งที่เส้นทางฮัวหยง (หัวหรง) เพื่อสกัดทางกลับของโจโฉที่แตกหนีจากการถูกทัพกังตั๋ง (เจียงตง) ของซุนกวน (ซุนเฉวียน) เผาทัพเรือที่ตำบลเซ็กเพ็ก (ชื่อปี้) แต่กวนอูเห็นแก่บุญคุณแต่เก่าก่อนของโจโฉจึงปล่อยโจโฉให้ผ่านไป หลังศึกเซ็กเพ็กเล่าปี่ได้ครองเมืองเกงจิ๋ว (จิงโจว) ต่อมานำทัพไปตีเสฉวน (ซื่อชวน) โดยให้ขงเบ้งรักษาเกงจิ๋ว หลังจากนั้นขงเบ้งนำทัพไปสมทบกับเล่าปี่โดยให้กวนอูอยู่รักษาเกงจิ๋ว จิวฉองเป็นหนึ่งในนายทหารที่ช่วยเหลือกวนอูรักษาเกงจิ๋ว

ในปี ค.ศ. 214 เล่าปี่ได้ครองเสฉวน เล่าปี่ปูนบำเหน็จให้ขุนนางบุ๋นบู๊ทั้งน้อยใหญ่ จิวฉองเป็นผู้หนึ่งที่ได้รับการเลื่อนตำแหน่ง ฝ่ายซุนกวนได้ข่าวว่าเล่าปี่ยึดเสฉวนได้จึงส่งคนมาทวงคืนเมืองเกงจิ๋วตามที่เล่าปี่เคยให้สัญญาไว้ว่าหากยึดได้เสฉวนจะคืนเกงจิ๋วให้ แต่เล่าปี่บิดพริ้วไม่ยอมคืน โลซก (หลู่ซู่) จึงคิดอุบายเชิญกวนอูมากินโต๊ะที่ค่ายปากน้ำลกเค้า (ลู่โข่ว) แล้วเจรจาให้กวนอูยอมคืนเกงจิ๋วแต่โดยดี หากไม่ยอมจะให้ทหารที่ซุ่มอยู่กรูออกมาสังหารกวนอู กวนอูได้รับหนังสือเชิญจากโลซกจึงให้กวนเป๋งคุมทหารห้าร้อยนายนำเรือเร็วสิบลำไปจอดรอในแม่น้ำ ตัวกวนอูลงเรือลำหนึ่งพร้อมทหารติดตามเพียงแปดเก้าคนข้ามน้ำมายังค่ายที่ปากน้ำลกเค้า จิวฉองติดตามมาถือง้าวให้กวนอูด้วย

ระหว่างโลซกกำลังเจรจาหว่านล้อมกวนอูให้คืนเกงจิ๋ว จิวฉองได้พูดสอดขึ้นมาว่า “แผ่นดินนี้เป็นของผู้ทรงคุณธรรม ใช่เป็นสิทธิ์ของต๋องง่อ (ตงอู๋) แต่ผู้เดียวไม่” กวนอูแสร้งทำเป็นโกรธจิวฉองที่ไม่รู้กาลเทศะ แย่งเอาง้าวที่จิวฉองถือมาถือไว้เองแล้วไล่ออกไปนอกค่าย จิวฉองรู้ความนัยจึงออกไปที่ริมฝั่งแม่น้ำ เอาธงแดงโบกขึ้นเป็นสัญญาณให้กองเรือของกวนเป๋งยกเข้ามารับกวนอู ฝ่ายกวนอูถือง้าวจับโลซกเป็นตัวประกัน ทหารที่ซุ่มจึงไม่กล้าออกมาทำร้ายกวนอู พอกวนอูมาถึงเรือแล้วจึงปล่อยโลซก แล้วออกเรือกลับเกงจิ๋วพร้อมกับจิวฉองและกวนเป๋ง

ในปี ค.ศ. 219 กวนอูนำทัพจากเกงจิ๋วไปตีเมืองอ้วนเสียหรือฮวนเสีย (ฝานเฉิง) ที่มีโจหยิน (เฉาเหริน) ขุนพลของโจโฉเป็นผู้รักษาเมือง จิวฉองติดตามกวนอูไปร่วมรบด้วย โจโฉให้อิกิ๋ม (อวี๋จิน) และบังเต๊ก (ผางเต๋อ) ยกไปช่วยโจหยินรบกวนอู กวนอูใช้กลทดน้ำในแม่น้ำซงกั๋ง (เซียงเจียง) มาท่วมกองทัพของอิกิ๋มในทุ่งจันเค้า (เจิงโข่วชวน) อิกิ๋มจึงยอมจำนน ฝ่ายบังเต๊กนำทหารห้าร้อยนายหนีน้ำไปตั้งบนเนินเขา กวนอูนำทหารแล่นเรือมาใกล้ ทหารบังเต๊กต่างยอมจำนนต่อกวนอู บังเต๊กยังไม่ยอมแพ้กระโดดเข้าเรือลำหนึ่งไล่ฆ่าฟันทหารบนเรือนั้นแล้วยึดเรือมาได้ บังเต๊กพยายามจะพายเรือหนีกลับไปยังเมืองอ้วนเสีย ฝ่ายจิวฉองเป็นทหารในเมืองเกงจิ๋วมาหลายปีจึงเชี่ยวชาญการรบทางน้ำ ได้นำเรือของตนเข้าเกยเรือบังเต๊กล่มลง บังเต๊กพลัดตกลงไปในน้ำ จิวฉองกระโดดลงในน้ำจับตัวบังเต๊กมามัดไว้บนเรือได้ ภายหลังกวนอูสั่งให้ทหารนำตัวบังเต๊กไปประหารชีวิต

ต่อมาลิบอง (หลี่ว์เหมิง) แม่ทัพของซุนกวนเข้ายึดเกงจิ๋วได้ระหว่างที่กวนอูกำลังรบติดพันที่เมืองอ้วนเสีย กวนอูจึงยกทัพกลับจะไปตีเกงจิ๋วคืน แต่เสียทีทหารซุนกวนจนต้องหนีมาตั้งมั่นที่เมืองเป๊กเสีย (ไม่เฉิง) ทหารซุนกวนเข้าล้อมเมืองไว้ กวนอูเห็นว่าเหลือทหารน้อยตัวเพียงสามร้อยกว่านายไม่อาจป้องกันเมืองได้ จึงให้จิวฉองและอองฮู (หวางฟู่) คุมทหารร้อยกว่านายรักษาเมืองเป๊กเสีย กวนอูกับกวนเป๋งนำทหารสองร้อยกว่านายออกจากเมืองทางทิศเหนือไปตามทางเล็กจะไปยังเสฉวน แต่พลาดท่าถูกจับได้และถูกซุนกวนสั่งประหารทั้งพ่อลูก ทหารซุนกวนนำศีรษะของกวนอูและกวนเป๋งมายังเมืองเป๊กเสียแล้วเกลี้ยกล่อมให้ทหารกวนอูในเมืองเป๊กเสียยอมจำนน จิวฉองและอองฮูเห็นศีรษะกวนอูและกวนเป๋งก็เสียใจ อองฮูกระโดดจากกำแพงเมืองตกมาตาย ส่วนจิวฉองเอาดาบเชือดคอตนเองตาย

หลังกวนอูเสียชีวิต วิญญาณของกวนอูล่องลอยไปยังเขาจวนหยกสัน (อวี้เฉวียนซาน) ในแดนเมืองตงหยงหรือตองเอี๋ยง (ตางหยาง) ซึ่งมีหลวงจีนเภาเจ๋ง (ผู่จิ้ง) มาอยู่ที่วัดบนเขานี้ คืนหนึ่งเภาเจ๋งได้ยินเสียงคนร้องถามหาศีรษะตัวเอง เภาเจ๋งเงยหน้าขึ้นมาเห็นกวนอูขี่ม้าเซ็กเธาว์ (ชื่อทู่) มีจิวฉองยืนอยู่ด้านขวา กวนเป๋งยืนอยู่ด้านซ้าย ทั้งสามโผล่มาจากก้อนเมฆเหนือยอดเขา เภาเจ๋งจึงว่าเรื่องกฎแห่งกรรมให้วิญญาณกวนอูฟัง กวนอูสำนึกได้ก็ลาเภาเจ๋งพากวนเป๋งและจิวฉองล่องลอยไปบนยอดเขาจวนหยกสัน

ในภาพจิตรกรรมหรือประติมากรรมของกวนอูที่กำลังนั่งลูบหนวดพร้อมอ่านพงศาวดารชุนชิว มักปรากฏจิวฉองยืนถือง้าวของกวนอูอยู่ด้านหลังเยื้องไปทางขวามือของกวนอู และมีกวนเป๋งยืนอยู่ด้านหลังเยื้องไปทางซ้ายมือของกวนอู

จิวฉองเป็นตัวละครสมมติในวรรณกรรมสามก๊ก ไม่ปรากฏชื่อในหลักฐานทางประวัติศาสตร์ เริ่มแรกเดิมทีจิวฉองเป็นตัวละครในที่ปรากฏในวรรณกรรมเรื่อง “ซานกั๋วจื้อผิงฮว่า” (三國志平話) ซึ่งประพันธ์ขึ้นในสมัยราชวงศ์หยวน บทบาทของจิวฉองในซานกั๋วจื้อผิงฮว่าแตกต่างจากในวรรณกรรมสามก๊กของล่อกวนตง (หลัวก้วนจง) อย่างสิ้นเชิง โดยจิวฉองมีบทบาทเป็นขุนพลที่ติดตามขงเบ้งยกทัพบุกวุยก๊ก (เฉาเว่ย) ทำหน้าที่คุมโคยนตร์ในการขนส่งเสบียง ต่อมาเมื่อล่อกวนตงประพันธ์เรื่องสามก๊ก จึงยกจิวฉองมาไว้ในเรื่องโดยให้มีบทบาทเป็นองครักษ์ของกวนอู

หมายเหตุ:

  1. ชื่อบุคคลและสถานที่อิงตามสามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) และมีชื่อสำเนียงจีนกลางระบุในวงเล็บ สำหรับชื่อที่ไม่ปรากฏในสามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) จะระบุชื่อตามสำเนียงจีนกลาง

ชื่อบุคคลที่มีเครื่องหมายดอกจัน (*) กำกับเป็นชื่อที่ไม่ปรากฏในสามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) แต่เป็นชื่อโดยอนุโลม โดยแซ่อิงตามสามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ส่วนชื่อตัวเป็นสำเนียงจีนกลาง และมีชื่อ-แซ่สำเนียงจีนกลางระบุในวงเล็บ

ข้อมูลและเนื้อหาโดยเว็บไซต์ไทยสามก๊ก www.thaisamkok.com

ลิขสิทธิ์ภาพจาก เกมการ์ดสามก๊ก โดย ไทยสามก๊ก
ลิขสิทธิ์บทความโดย ทีมข้อมูลไทยสามก๊ก, วณิพกยุคตงฮั่น

แสดงความคิดเห็นผ่าน Facebook

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Rating*

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.