บรรยากาศกิจกรรมไหว้9วัดกับไทยสามก๊ก ณ จังหวัด พระนครอยุธยา

(ภาพผู้ร่วมไปทำบุญ9วัดร่วมกัน ถ่าย ณ วัดราชบูรณะ) เว็บไทยสามก๊กได้จัดกิจกรรมไหว้พระเก้าวัด ณ จังหวัดพระนครศรีอยุธยาขึ้น ในวันอาทิตย์ที่ ๒๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ โดยเราได้รวมรูปภาพและข้อมูลของวัดที่ได้เดินทางไปมารวมไว้ที่นี่ ให้เพื่อนที่ไปมาแล้วหรือคิดที่จะไป สามารถหาอ่านได้(รูปบรรยากาศในกิจกรรมจะอยู่ด้านล่างของรายละเอียดวัดทั้ง9) รายละเอียดของวัดทั้ง ๙ วัด เริ่มวัดแรก วัดพนัญเชิง วัดนี้ตั้งอยู่ริมแม่น้ำป่าสักทางทิศใต้ฝั่งตรงข้ามของเกาะเมือง ห่างจากตัวเมืองราว 5 กิโลเมตร ในพระวิหารเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปขนาดใหญ่ สร้างเมื่อพ.ศ. 1867 เดิม ชื่อ พระพุทธเจ้า - พนัญเชิง แต่ในรัชกาลที่ 4 เมื่อมีการบูรณะปฏิสังขรณ์ พระพุทธรูปองค์จึงนี้ได้พระราชทานนามใหม่ว่า พระพุทธไตรรัตนนายก ( ชาวบ้านนิยมเรียกหลวงพ่อโต ชาวจีนนิยมเรียกว่า ซำปอกง) เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัยลงรักปิดทอง มีขนาดหน้าตักกว้าง 14.10 เมตรและสูง 19 เมตร ฝีมือปั้นงดงามมาก อาจนับได้ว่า เป็นพระพุทธรูปนั่งสมัยอยุธยาตอนต้น ที่มีขนาดใหญ่มากที่สุดที่เหลืออยู่ในปัจจุบัน เป็นที่เคารพสักการะของชาวจังหวัดอยุธยา และจังหวัดใกล้เคียง ใครมาอยุธยาต้องไม่พลาดที่จะแวะที่วัดนี้ วัดที่สอง วัดใหญ่ชัยมงคล วัดนี้สร้างในสมัยพระเจ้าอู่ทอง เมื่อ พ.ศ. 1900 ได้รับพระราชทานนามว่า วัดป่าแก้ว ต่อมาเป็นที่ประทับของสมเด็จพระเจ้าวันรัต พระสังฆราชฝ่ายวิปัสนา ชาวบ้านจึงเรียกวัดนี้ว่า วัดเจ้าพระยาไทย ( หมายถึงสังฆราช) มีเจดีย์องค์ใหญ่ทรงระฆังคว่ำ สูงประมาณ 60 เมตร ได้รับพระราชทานนามจากสมเด็จพระนเรศวร ว่า เจดีย์ชัยมงคล สร้างเพื่อเฉลิมพระเกียรติยศ ที่ทรงกระทำยุทธหัตถีชนะสมเด็จพระมหาอุปราชาแห่งพม่า พระศักดิ์สิทธิ์คู่วัดนี้ได้แก่ พระนอนขนาดใหญ่ ซึ่งสร้างในสมัยสมเด็จพระนเรศวร วัดที่สาม วัดพระญาติการาม วัดพระญาติการาม หรือที่ชาวบ้านทั่วไปมักเรียกกันว่า วัดพระญาติ สร้างขึ้นตั้งแต่ครั้งที่กรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี สิ่งศักดิ์สิทธิ์และสิริมงคลของวัดนี้ คือพระพุทธรูปที่ประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถ เป็นพระพุทธรูปหินทรายขนาดหน้าตักกว้าง 4 ศอก ปางมารวิชัย สร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยา วัดที่สี่ วัดหน้าพระเมรุราชิการาม มีชื่อเดิมว่า วัดพระเมรุราชิการาม วัดนี้เป็นวัดเดียวในกรุงศรีอยุธยา ที่ไม่ได้ถูกพม่าทำลายและยังคงปรากฏสถาปัตยกรรมแบบอยุธยา อยู่ในสภาพสมบูรณ์มากที่สุดในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พระประธานในอุโบสถสร้างปลายสมัยอยุธยา เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ทรงเครื่องแบบกษัตราธิราช มีนามว่า พระพุทธนิมิตวิชิตมาร โมลีศรีสรรเพชญ์บรมไตรโลกนาถ จัดเป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องสมัยอยุธยา ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด เท่าที่มีปรากฏอยู่ในปัจจุบันและมีความสมบูรณ์งดงามมาก วัดที่ห้า วัดธรรมิกราช เป็นวัดสงฆ์มหานิกาย เดิมชื่อวัดมุขราช ที่วิหารหลวงแห่งนี้ เคยเป็นที่ประดิษฐ์ของเศียรพระพุทธรูปหล่อสัมฤทธิ์ ศิลปะสมัยอู่ทอง ซึ่งปัจจุบัน กรมศิลปากรนำไปไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา ด้านทิศเหนือของพระเจดีย์สิงห์ล้อม 52 ตัวที่แตกต่างไปจากเจดีย์ช้างล้อมพระพุทธไสยาสน์มีความยาว 12 เมตร หันพระพักตร์ไปทางทิศเหนือ ที่ฝ่าพระบาทปิดทองประดับกระจก วัดที่หก วัดราษฎร์บูรณะ วัดราชบูรณะ อยู่เชิงสะพานป่าถ่าย ตรงข้ามวัดมหาธาตุ สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒ ( เจ้าสามพระยา) โปรดให้ สร้างขึ้น ณ ที่ซึ่งใช้ถวายพระเพลิงเจ้าอ้ายกับเจ้ายี่ ปัจจุบันเหลือเพียงฐาน อยู่กลางวงเวียนหน้าวัด ซากที่เหลืออยู่แสดง ว่าวิหารและส่วนต่าง ๆ ของวัดนี้ใหญ่โต ซึ่งนิยมตามแบบขอมที่ให้พระปรางค์เป็นประธานของวัด คราวเสียกรุง วัดนี้ถูกเผาเสียหายหมดแม้พระปรางค์ ใหญ่จะยังคงเหลืออยู่แต่ได้ถูกคนร้ายลักขุดของมีค่าในกรุไปส่วนหนึ่ง จนกระทั่งกรมศิลปากรได้ขุด กรุเอาโบราณวัตถุที่มีค่าไปรักษาไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา วัดที่เจ็ด วัดมหาธาตุ วัดมหาธาตุ ตั้งอยู่เชิงสะพานป่าถ่าน ทางทิศตะวันออกของวัดพระศรีสรรเพชญ์ พงศาวดารบางฉบับกล่าวว่าวัดนี้สร้างในสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 ต่อมาสมเด็จพระราเมศวรโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมาบรรจุไว้ใต้ฐานพระปรางค์ประธานของวัด เมื่อพ.ศ. 2499 กรมศิลปากรได้ขุดแต่งพระปรางค์แห่งนี้ พบของโบราณหลายชิ้น ที่สำคัญคือ ผอบศิลา ภายในมีสถูปซ้อนกัน 7 ชั้น แบ่งออกเป็น ชิน เงิน นาก ไม้ดำ ไม้จันทร์แดง แก้วโกเมน และทองคำ ชั้นในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุและเครื่องประดับอันมีค่า
วัดที่แปด วัดพระราม วัดพระราม อยู่นอกเขตพระราชวังไปทางด้านทิศตะวันออก ตรงข้ามกับวิหารพระมงคลบพิตรสมเด็จพระราเมศวรทรงสร้างขึ้นตรงบริเวณที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 พระราชบิดา วัดนี้มีบึงขนาดใหญ่อยู่หน้าวัด เดิมเรียกว่า หนองโสน ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น บึงพระราม ปัจจุบันคือ สวนสาธารณะบึงพระราม ซึ่งใช้เป็นที่สำหรับพักผ่อนหย่อนใจของชาวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา วัดสุดท้าย วิหารพระมงคลบพิตร พระมงคลบพิตรเป็นพระพุทธรูปบุสัมฤทธิ์ปางมารวิชัย มีขนาดหน้าตักกว้าง 9.55 เมตรและสูง 12.45 เมตร นับเป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่องค์หนึ่งในประเทศไทย สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยสมเด็จพระไชยราชาธิราช เดิมประดิษฐานอยู่กลางแจ้งที่วัดชีเชียง สมเด็จพระเจ้าทรงธรรม โปรดให้ชะลอมาไว้ ณ ที่ปัจจุบัน ต่อมาฟ้าผ่ายอดมณฑปที่สวมไว้ พระเจ้าเสือจึงโปรดให้ก่อสร้างใหม่เป็นวิหาร ในคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 วิหารพระมงคลบพิตรถูกไฟไหม้ รัชกาลที่ 5 จึงโปรดเกล้าฯ ให้มีการปฏิสังขรณ์ใหม่ ภาพบรรยากาศในวันกิจกรรม
|
|
|
ผู้ร่วมเดินทางในครั้งนี้ |
สภาพ์บนรถบัสที่กำลังมุ่งสู่อยุธยา |
|
|
คิดยังไงกันบ้างนะ...แบบนี้ต้องถาม |
น้องคนข้างหน้าท่าทางอยากตอบนะเนี่ย |
|
|
รู้สึกไงบ้างคร้าบ.. |
ได้ยืดเส้นยืดสายซะที*0*// |
|
|
มองอะไรอยู่หยอ |
ตั้งใจจุดธูปเทียนกัน |
|
|
ตั้งใจปักเทียนหน่อยนะเด่วมานตก(ท่าทางตั้งใจมั่กๆ) |
เอ้าๆรวมตัวๆๆ แล้วก้อยิ้มม(จาเอาธูปเข้าปากเว็บมาสเตอร์แระ) |
|
|
หันมาถ่ายรูปกานหน่อยคร้าบพี่น้อง |
ยิ้มกานหน่อยคร้าบ.. |
|
|
นับ1...2...3 แชะ(ชู2นิ้วกันเลยทีเดียว) |
อ่าวๆโต๊ะนี้ ทีมงานนินา(แล้ว2คนน้านครายกาน) |
|
|
ถวายสังฆทานแบบนี้ก็มีด้วย |
เหล่าทีมงาน(ราคุ)/(เคน)/(นัท)/(เบเบ)/(แมว)/(หนุ่ย) |
|
|
ท่านผู้โชคดีได้รับรางวัลตุ๊กตาปาโต้เยา(ใครดีใจก่ากันหว่า) |
เป็นไงครับน้องยิ้มแป้นเชียว(ดีใจอ่าดิ๊) |
ภาพเหล่าทีมงานไทยสามก๊กและผู้สนับสนุน |
 |
ท่านเว็บมาสเตอร์และตัวแทนของเอเชียซอฟต์(CM-ลื่อท่งปิน) |
|
|
ท่านเว็บมาสเตอร์ไทยสามก๊ก(เคน) |
ท่านที่ปรึกษา/พิธีกร(หนุ่ย),ท่านผู้ดูแล(ราคุ) |
|
|
ท่านที่ปรึกษา/ตากล้อง(แมว) |
ทีมงานฝ่ายศิลปจีน(นัท) |
|
|
ทีมงานฝ่ายสวัสดิการ(เบเบ) |
ท่านCM-บัวหิมะ,CM-ลื่อท่งปิน จากเอเชียซอฟต์ |
|