เกร็ดความรู้เล็กน้อยก่อนเข้้าสู่อาณาจักรสามก๊กของไทยสามก๊ก

ประวัติของเจ้า ฌ้อปาอ๋อง จาก สื่อจี้(ตอนที่1)
เสี้ยนจี้ (หั่งเจี๋ย) จื้อ ยวี่ (อู้) เป็นคนชาวเมือง เซี่ยน (เซี่ยง) ได้รบทัพจับศึกเมื่อมีอายุได้ 24 ปี อาของเขานาม เสี้ยนเหนียน (หั่งเนี่ย) บิดาของ เสี้ยนเหนียน คือ เสี้ยนเยี่ยน (หั่งอี่) เคยเป็นขุนศึกของเมืองรัฐ ฉู่ (ฉ่อ..ฌ้อ) ถูกขุนศึกของเมืองรัฐ ฉิน (ชิ้ง) หวางเจียน (เฮ่งเจี้ยน) ประหาร
ตระกูล เสี้ยน ล้วนเป็นขุนนางนายทัพของเมือรัฐ ฉู่ ได้รับศักดินาปกครองดินแดน เสี้ยน จึ่งได้ใช้คำว่า เสี้ยน เป็น แซ่ ประจำตระกูล
เสี้ยนจี้ เมื่อวัยเด็ก มิเอาใจใส่การศึกษาเล่าเรียน เรียนมิสำเร็จ จึ่งได้หนีไปเรียนวิชากระบี่กระบอง แต่ก็เรียนมิสำเร็จอีก ท่านอา เสี้ยนเหนียน โกรธยิ่ง เสี้ยนจี้ กลับตอบว่า
การเล่าเรียนเขียนหนังสือ เพียงแค่การเขียนเรียกชื่อแซ่เท่านั้นเอง การเรียนวิชาฝ่ายบู้กระบี่กระบอง เพียงแค่การต่อสู้กับบุคคลเพียงคนเดียว ข้าต้องการเสาะหาความรู้ต่อสู้คนเป็นหมื่นทั้งกองทัพ..
ดั่งนั้น เสี้ยนเหนียน จึ่งได้สอนตำราพิชัยสงครามแก่ เสี้ยนจี้ เสี้ยนจี้ ยินดียิ่งนัก
เสี้ยนจี้ ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนใจความสำคัญ ๆ ของตำราพิชัยสงคราม แต่ก็ศึกษามิจบ
เสี้ยนเหนียน มีเรื่องราวพัวพันธ์กับคดีหนึ่ง ณ เมือง เล่อหยาน (หลักเอี้ยง) ด้วยการวานพัศดีเรือนจำ ณ เมือง จี้ (คี้) เขียนจดหมายฉบับหนึ่งถึงผู้คุมคุกเมือง เล่อหยานเสี้ยน ซีหม่าซิน (ซีเบ่ฮิง)
แต่เรื่องรั่วไหล เสี้ยนเหนียน ได้ฆ่าคนเพื่อแก้แค้นให้แก่ครอบครัว จึงหนีไปหลบซ่อน ณ ดินแดน อู๋จง (โง่วจง) พร้อมกับ เสี้ยนจี้ ณ อู๋จง เสี้ยนเหนียน ได้มีความสัมพันธ์กับเหล่าบัณฑิตและเหล่าผู้กล้า เขาได้ออกหน้าจัดงานทุอย่าง มิว่างามงคลหรืองานศพ ขณะเดียวกันก็ได้ส้องสุมผู้คนฝึกอาวุธ
เมื่อพระเจ้า ฉินซีฮ่องเต้ ทรงประพาสเมื่อ ฮุ่ยจี (ห่วยกี) ข้ามแม่น้ำ เฉียนถันเจียน (จี่ทังกัง) เสี้ยนเหนียน และ เสี้ยนจี้ ได้ไปแอบเฝ้าดู เสี้ยนจี้ ได้พลั้งปากกล่าวกับ เสี้ยนเหนียน ว่า
คนผู้นั้น ข้าสามารถโค่นล้มได้
เสี้ยนเหนียน รีบใช้มืออุดปาก เสี้ยนจี้ กล่าวว่า
อย่าพูดจาเหลวไหล จักพากันตายทั้งวงตระกูล..
เสี้ยเหนียน จึงได้เริ่มสั่งสอน เสี้ยนจี้ เสี้ยนจี้ มีรูปร่างใหญ่สูง 8 เชี๊ยะเศษ ๆ พละกำลังยิ่งกว่าคนทัว ๆ ไป สามารถยกกระทะเหล็กทั้งใบได้อย่างสบาย มีความสามารถเหนือผู้คน เหล่าบรรดาสานุศิษย์ ณ อู๋จง ต่างนับถือยำเกรง
หลีไป๋กวีจีนที่ยิ่งใหญ่แห่งราชวงศ์ถัง

หลีไป๋ (อังกฤษ; Li Po) (ค.ศ. 701-762) เป็นกวีจีนที่ยิ่งใหญ่แห่งราชวงศ์ถัง
หลีไป๋ได้รับการย่องย่องในฐานะ กวีอมตะ (Poet Immortal) ในประวัติศาสตร์งานประพันธ์ของจีน และยังคงมีบทกวีกว่า 1,100 ชิ้นที่ยังคงอยู่จนถึงทุกวันนี้ บทกวีของหลีไป๋ได้รับอิทธิพลจากจินตภาพของเต๋า และการนิยมชมชอบการดื่มสุรา เช่นเดียวกับ ตู้ฝู่ หลีไป๋ได้ใช้เวลาส่วนใหญ่ในชีวิตไปกับการท่องเที่ยว ในกรณีของเขาเนื่องจากมีฐานะดีจึงสามารถท่องเที่ยวได้ ไม่ใช่เพราะว่าความยากจนจึงต้องท่องเที่ยวไปในที่ต่าง ๆ หลีไป๋เคยเล่าว่าครั้งหนึ่ง เขาได้ตกจากเรือลงไปในแม่น้ำแยงซี ขณะกำลังเมาและพยายามจะไขว่คว้าพระจันทร์
หลีไป๋เป็นลูกพ่อค้าที่ร่ำรวย สถานที่เกิดยังไม่ทราบแน่ชัด จากการสันนิษฐานน่าจะอยู่ใน Suiye ในเอเชียกลาง (Central Asia) (ปัจจุบันอยู่ที่ Tokmak, คีร์กีซสถาน) เมื่ออายุได้ 5 ขวบ ครอบครัวของเขาย้ายมาที่ Jiangyou ใกล้กับเมืองเฉิงตูในมณฑลเสฉวน (Chengdu in Sichuan province) เขาได้รับอิทธิพลทางความคิดจากปรัชญาจีนขงจื้อและเต๋า แต่เนื่องจากมรดกที่มากมายของครอบครัวของเขา ไม่ได้ช่วยให้เขาได้รับโอกาสเหมาะในการเป็นขุนนางในราชวงศ์ถัง แม้ว่าเขาจะเคยคิดจะเป็นขุนนางแต่ก็ไม่เคยไปสอบเข้ารับตำแหน่ง (the Chinese civil service examination) เขากลับเริ่มเดินทางท่องเที่ยวไปทั่วจีนเมื่ออายุ 25 ปีี่ แสดงให้เห็นว่าเึขาเป็นคนรักอิสระ ไม่เหมือนสุภาพบุรุษในลัทธิขงจื้อทั่วไป ด้วยบุคคลิกนี้ทำให้เขาเป็นที่เลื่อมใสจากทั้งขุนนางและคนทั่วไป กระทั่งได้รับการแนะนำถึงจักรพรรรดิ Xuan Zong ในราวปี ค.ศ. 742
เขาได้เข้าสู่ Hanlin Academy ซึ่งขึ้นตรงปราชญ์ผู้รับใช้จักรพรรรดิ หลีไป๋อยู่ในฐานะกวีในราชสำนักได้ไม่ถึง 2 ปีก็ถูกไล่ออกโดยเหตุอันไม่ควร
หลังจากนั้นหลีไป๋ก็เดินทางท่องเที่ยวไปทั่วแผ่นดินจีนโดยมิได้ตั้งรกรากที่ไหนอีกเล
ยตลอดชั่วชีวิต เขาได้พบกับตู้ฝู่ ในฤดูใบไม้ร่วงของปี ค.ศ. 744 และอีกครั้งในปีถัดมา พวกเขาไม่ได้พบกันอีกเลยหลังจากนั้นแต่ตู้ฝู่ก็ยังให้ความสำคัญต่อมิตรภาพของพวกเขาเ
สมอ (บทกวีของตู้ฝู่หลายบทได้เกี่ยวข้องกับหลีไป๋ ในขณะที่หลีไป๋เขียนถึงตู้ฝู่เพียงบทเดียว) ในช่วงของ Lushan Rebellion เขาได้ให้เงินช่วยเหลือกบฎต่อจักรพรรดิ (ไม่เป็นที่ทราบแน่ชัดว่าทำไปเพื่อสาเหตุใด) ความล้มเหลวในการก่อกบฎส่งผลให้เขาถูกเนรเทศเป็นครั้งที่สองไปสู่ Yelang แต่เขาได้รับการให้อภัยโทษก่อนสิ้นสุดการเนรเทศ
หลีไป๋เสียชีวิตใน Dangtu (ปัจจุบันคือ Anhui) ส่วนใหญ่เชื่อว่าเขาเสียชีวิตเพราะไล่จับเงาจันทร์ในแม่น้ำ ฝ่ายหนึ่งเชื่อว่าเพราะพิษตะกั่วเนื่องจากการดื่มยาอายุวัฒนะ ส่วน อีกฝ่ายหนึ่งเชื่อว่าเป็นเพราะพิษสุรา
บทกวี
หลี่ไป๋ได้เขียนมากกว่า 1,000 บทกวี และมีชื่อเสียงที่สุดในบทกวีแบบ (yue fu) ซึ่งมีความชัดเจนและมหัศจรรย์ งานของเขาได้รับแนวคิดของเต๋า ส่งเสริมและปรับปรุงแนวคิดของเต๋า
หนึ่งในบทกวีที่มีชื่อเสียงของหลี่ไป๋ ดื่มเดียวดายใต้เงาจันทร์ "Drinking Alone under the Moon" ( pinyin Yuè Xià Dú Zhuó) แสดงออกถึงจิตวิญญาณของธรรมชาติ
ดื่มเดียวดายใต้เงาจันทร์
ไหสุราประหนึ่งดัง ดอกไม้
ไร้เพื่อนดื่มเคียงกาย ผู้เดียว
ยกจอกขึ้นเชื้อเชิญจันทร์ กระจ่างใส
ทอแสงรวมเงาข้า เป็นสาม
จันทร์เจ้าลอยเลื่อน ไม่อาจ ดื่มได้
เงาเจ้าคล้อยเคลื่อนตาม ติดไหว
นั่งร้องเพลงมากล้น สุขสันต์ เริงใจ
ก่อนฤดูไม้พรรณพฤกษ ผลิใบ
เมื่อยังไม่ดื่ม ได้จันทร์และเงาเป็นเพื่อน ดีใจ
แต่ถ้าดื่มเยอะไป เราคงต้องจากกัน
หวังว่าสักวันหนึ่ง เราสามคนคงพบกันใหม่
ในธารดารา
พระจักรพรรดิ์คังซีมหาราช

(ภาพพระจักรพรรดิ์คังซีมหาราช)
ปีคริสต์ศักราช 1661 สมัยราชวงศ์ชิงของจีน พระจักรพรรดิคังซีขณะพระชนมายุ 8 พรรษาได้ขึ้นครองราชย์ พระองค์ทรงครองราชสมบัติเป็นเวลานานถึง 61 ปี คือระหว่างปีคริสต์ศักราช 1661---1722 พระองค์ทรงพระปรีชาสามารถและมีพระราชปณิธานแน่วแน่ ปราบกลุ่มอิทธิพลแบ่งแยกดินแดนภายในประเทศ ต่อต้านการรุกรานจากต่างประเทศและลงแรงพัฒนาเศรษฐกิจ ทำให้ประเทศเข้าสู่ยุคทองครั้งสำคัญอีกครั้ง พระองค์ได้รับการถวายพระนามจากชนรุ่นหลังว่า "พระจักรพรรดิคังซีมหาราช"
มีผู้สรุปเหตุสำคัญสองประการที่ทำให้พระจักรพรรดิคังซีสามารถบริหารประเทศได้ดีว่า หนึ่งคือ พระจักรพรรดิคังซีทรงหมั่นศึกษาวิชาความรู้ต่างๆ ตลอดพระชนมชีพ พระองค์ทรงเริ่มเล่าเรียนหนังสืออย่างกว้างขวางตั้งแต่พระชนมายุ 5 พรรษา ไม่ว่าจะเป็นวิชาประวัติศาสตร์ นิติศาสตร์ คณิตศาสตร์ ศาสนาและวรรณคดี พระองค์ก็โปรดศึกษาทั้งสิ้น นอกจากนี้ เป้าหมายในการศึกษาเล่าเรียนของพระองค์ก็เด่นชัดมาก นั่นก็คือ เพื่อเรียนรู้ศาสตร์แห่งการเป็นพระเจ้าแผ่นดิน โดยศึกษาจากประสบการณ์ด้านการปกครองบ้านเมืองของจักรพรรดิองค์ก่อนๆ และเพิ่มพูนคุณธรรมของพระองค์เองให้สูงส่งยิ่งขึ้น กระทั่งช่วงสุดท้ายของพระชนมชีพ พระจักรพรรดิคังซีก็ยังคงโปรดทรงหนังสืออย่างไม่หยุดยั้ง
และเหตุประการที่สองก็คือ พระจักรพรรดิคังซีทรงอุทิศพระองค์เพื่อกิจการบ้านเมืองอย่างแน่วแน่ พระองค์ทรงครองราชย์กว่า 60 ปี แทบจะทรงออกว่าราชการทุกวันก็ว่าได้ และทรงตรวจหนังสือถวายทุกคืนจนถึงเกือบสว่าง นอกจากนี้ พระจักรพรรดิคังซียังทรงรับฟังข้อคิดเห็นต่างๆ อย่างชาญฉลาดและเฉียบขาด ฉะนั้น บ้านเมืองภายใต้การปกครองของพระองค์จึงมีความเจริญรุ่งเรืองสืบต่อมานานเป็นเวลา 130 ปี คือ ตั้งแต่รัชกาลพระจักรพรรดิคังซี ถึงรัชกาลพระจักรพรรดิยงเจิ้ง (องค์ชายสี่) ผู้เป็นพระโอรส จนถึงรัชกาลพระจักรพรรดิเฉียนหลง ผู้เป็นพระเจ้าหลานเธอ จนได้รับยกย่องว่าเป็น "ยุคแห่งความเจริญรุ่งเรืองสมัยคังเฉียน" ซึ่งหมายถึง "ยุคแห่งความเจริญรุ่งเรืองสมัยพระจักรพรรดิคังซีจนถึงพระจักรพรรดิเฉียนหลง"
ตัวอย่างเช่น สมัยนั้น อาณาจักรทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีนถูกกองทัพรัสเซียรุกล้ำมาเป็นเวลาหลายสิบปี ประชาชนตกอยู่ในความทุกข์ยาก เมื่อยื่นการทักท้วงไปแล้วแต่ไม่ประสบผล พระจักรพรรดิคังซีทรงมีความเฉียบขาดโปรดให้ยกทัพไปสู้รบกับรัสเซียเป็นเวลา 4 ปี ในที่สุด กองทัพของราชวงศ์ชิงเป็นฝ่ายที่มีกำลังมากกว่า พระเจ้าซาร์ของรัสเซียจำต้องจัดส่งทูตมาเจรจาสันติภาพ ปีคริสต์ศักราช 1689 สองฝ่ายได้ลงนามใน "สนธิสัญญาเนอร์ชินสค์ (Nerchinsk Treaty) ระหว่างจีนกับรัสเซีย" นับเป็นสนธิสัญญาเพียงฉบับเดียวที่มีความเสมอภาคในบรรดาสนธิสัญญาที่จีนลงนามกับต่าง
ประเทศในประวัติศาสตร์ยุคใกล้
ประวัติกำแพงเมืองจีน

(ภาพกำแพงเมืองจีน)
หลังจากราชวงศ์ฉิน มาสู่ ราชวงศ์ฮั่น ราชวงศ์สุย ราชวงศ์หมิง กับราชวงศ์ที่ปกครองแผ่นดินทางเหนืออยู่ยาวนาน เช่น ราชวงศ์เป่ยเว่ย ราชวงศ์เป่ยโจว ราชวงศ์เลี๋ยว ราชวงศ์จิน เป็นต้น ล้วนเคยสร้างกำแพงแบบเดียวกันนี้ สำหรับกำแพงที่พวกเราเห็นอยู่ในปัจจุบัน เป็นกำแพงที่สร้างขึ้นในราชวงศ์หมิง เริ่มทางตะวันตกที่ เมือง เจีย ยวี่ กวน ของมณฑล กันซู ถึงตะวันออกที่ เมือง ซาน ไห่ กวน ของมณฑล เหอเป่ย ประมาณว่ามีความยาว 12,000 ลี้ เส้นทางผ่านของกำแพงสายนี้ กับสายของราชวงศ์ฉิน ไม่เหมือนกัน
ไม่ว่าสมัยราชวงศ์ฉิน หรือสมัยราชวงศ์หมิง การสร้างกำแพงเต็มไปด้วยความยากลำบาก กำแพงหมื่นลี้ส่วนใหญ่สร้างบนภูเขาสูง วัสดุที่ใช้ก่อสร้างมีหลายขนาด ขนาดเล็กอาจมีน้ำหนักหลายสิบชั่ง ขนาดใหญ่อาจมีน้ำหนักหลายพันชั่ง ( 1 ชั่ง = ครึ่งกิโลกรัม โดยประมาณ ) สมัยนั้น ไม่มีรถยนต์ ไม่มีรถไฟ ไม่มีปั้นจั่น ไม่มีเครื่องมือสำหรับยกของหนัก การยกสิ่งของที่หนัก พันชั่ง ร้อยชั่ง จากเชิงเขาสู่ยอดเขา ย่อมเป็นความลำบากสุดที่จะพรรณนา กำแพงเมืองจีนในส่วนของเมือง ปาต๋าหลิ่ง ( ใกล้กรุงปักกิ่ง ) ใช้คนหลายพันคนซ่อมสร้างเมื่อหลายสิบที่ผ่านมา ในเวลา 1 ปี ได้ระยะเพียง 200 เมตร มองย้อนกลับไปในสมัยราชวงศ์หมิง ที่ปกครองประเทศกว่า 200 ปี ประวัติศาสตร์การก่อสร้างกำแพงในสมัยนั้น กว่าจะได้ระยะ 200 เมตร คงจะต้องใช้เวลาหลาย ๆ ปีทีเดียว
ประวัติศาสตร์ของกำแพงเมืองจีนซึ่งทำให้เห็นการรวมประเทศที่มีความปลอดภัยนั ้น ยังนำมาซึ่งข้อดีให้เห็นอีกหลายประการ แต่ว่าการสร้างกำแพงนี้ก็ได้นำ ความทุกข์ระทม มหาศาลมาสู่ประชาชนด้วย มีเหตุการณ์ในสมัยราชวงศ์ฉินเล่าต่อ ๆ กันมาว่า ณ เวลานั้นประชากรจีนมีอยู่ประมาณ 20 ล้านคน เป็นประชากรที่อยู่ในวัยทำงานไม่ถึง 10 ล้านคน จำนวนทหารและชาวบ้าน ก่อนและหลัง การสร้างกำแพง มีอยู่ประมาณ 4 ล้านคน เกือบจะเท่ากับแรงงานทั้งหมดที่มีอยู่ทั่วประเทศ ดังนั้น ตั้งแต่ราชวงศ์ฮั่น เป็นต้นมา จึงมีประชาชนจำนวนไม่น้อยต่อต้านการสร้างกำแพง กำเนิดเป็น บทกวี บทเพลง และนิทาน เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องระหว่างการสร้างกำแพงกับทุกข์ระทมของประชาชน แพร่หลายท่ามกลางหมู่ประชาชนอย่างกว้างขวาง เรื่องที่มีชื่อเสียงที่สุด คือ กำแพงร้องไห้ของ เมิ่ง เจียน นวี่
เล่ากันว่า คู่ภริยา-สามี สาวหนุ่มคู่หนึ่ง ในเขตปกครอง ส่านซี คือ เมิ่ง เจียน นวี่ กับสามี ฟ่าน ฉี่ เลี๋ยง ที่เพิ่งแต่งงานกัน ต้องพรากจากกันเนื่องจาก ฟ่าน ฉี่ เลี๋ยง ถูกจักรพรรดิจิ๋นซี นำตัวไปสร้างกำแพง เพียงแค่จากกันก็นับได้หลายปี เมิ่ง เจียน นวี่ คิดถึงและเป็นห่วงสามีทั้งวัน ทั้งคืน เธอเห็นว่าสามีจากไปหลายปีแล้วไม่กลับมา จึงเก็บเสื้อหอบผ้าไปที่กำแพงเพื่อตามหาสามี เธอแวะเวียนไปหลายต่อหลายแห่งก็ไม่พบแม้แต่เงาของสามี วันหนึ่งที่บริเวณเขตก่อสร้าง ซานไห่กวน ได้พบเพื่อนคนหนึ่ง ของ ฟ่าน ฉี่ เลี๋ยง จึงทราบว่า ฟ่าน ฉี่ เลี๋ยง ตายแล้ว เมิ่ง เจียน นวี่ ถึงกับใจแตกสลาย ร่ำไห้คร่ำครวญไม่หยุดหย่อน ร่ำไห้ไปจนถึงตัวกำแพง จักรพรรดิทราบข่าวจึงให้คนไปจับตัว เมิ่ง เจียน นวี่ มาลงโทษ เธอทราบข่าวเช่นนั้น ตั้งใจไม่ยอมตายในอุ้งพระหัตถ์จอมจักรพรรดิ จึงกระโดดลงทะเลฆ่าตัวตายจากไป ภายหลังผู้คนต้องการรำลึกถึงชะตากรรมการอุทิศชีวิตเพื่อความรัก จึงได้สร้างศาล เมิ่ง เจียน นวี่ ขึ้นที่ ซานไห่กวน นั่นเอง
แท้จริงแล้วการตายของ ฟ่าน ฉี่ เลี๋ยง กับเมิ่ง เจียน นวี่ ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับ จอมจักรพรรดิจิ๋นซี เรื่องของ เมิ่ง เจียน นวี่ มีมาก่อนรัชสมัยของจักรพรรดิจิ๋นซี และอีกอย่างหนึ่ง ในสมัยราชวงศ์ฉิน ไม่มีการสร้างกำแพง ที่ ซานไห่กวน การผูกเรื่อง เมิ่ง เจียน นวี่ กับจักรพรรดิจิ๋นซีเข้าด้วยกันนั้น เป็นผลงานของกวีผู้หนึ่ง ภายหลังผู้คนนำเรื่องนี้มาเป็นประเด็นของการต่อต้านการสร้างกำแพงเมืองจีนเท ่านั้น ศาล เมิ่ง เจียน นวี่ ในปัจจุบันนั้น ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1594
วันนี้กำแพงเมืองจีน ไม่เพียงความอลังการของมันที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก แต่ยังเป็นศิลปะวัฒนธรรมที่เก่าแก่และสำคัญยิ่งของประเทศจีน ที่นำผู้ชำนาญการด้านต่าง ๆ เข้ามาศึกษาและวิจัย รัฐบาลจีน ได้มีการดำเนินงานอนุรักษ์และฟื้นฟูกำแพงยาวนี้ โดยได้รับการสนับสนุนจากประชาชนทั้งจากในประเทศและจากต่างประเทศ มีผู้คนส่งเงินให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อสนับสนุนการซ่อมแซมกำแพงหมื ่นลี้เหล่านี้ ไม่กี่ปีที่ผ่านมา กำแพงหลายส่วนถูกบูรณะแล้ว จึงนับเป็นเรื่องดีอย่างยิ่งสำหรับการท่องเที่ยวและการศึกษาวิจัยถึงความริเ ริ่มของการสร้างกำแพงมหัศจรรย์ของโลก แห่งนี้
ประวัติหวังเจาจวิน

(ภาพวาดของ หวังเจาจวิน)
หวังเจาจวิน ในรัชสมัยฮั่นซวนตี้ บรรดาชนชั้นสูงของชนเผ่าซงหนูต่างแย่งชิงอำนาจกัน มีข่าน 5 คนตั้งตนเป็นใหญ่ และทำสงครามกันเรื่อย ๆ ในจำนวนนี้ ข่านฮูหานเสีย รบแพ้ข่านจื้อจือ ผู้เป็นพี่ชาย จึงได้ตัดสินใจเป็นพันธมิตรกับราชวงศ์ฮั่น และไปเข้าเฝ้าฮั่นซวนตี้ด้วยตนเอง ฮูหานเสียเป็นข่านคนแรกที่มายังดินแดนภาคกลาง ฮั่นซวนตี้จึงได้เสด็จออกไปต้อนรับที่ชานเมืองฉางอานด้วยพระองค์เอง และได้จัดงานเลี้ยงต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ ฮูหานเสียพักอยู่ที่นครฉางอานหนึ่งเดือนกว่า จึงได้ขอร้องให้ฮั่นซวนตี้ช่วยเหลือให้ได้เดินทางกลับไป ฮั่นซวนตี้ตอบตกลง และได้ส่งแม่ทัพสองนายนำทหารม้าหนึ่งหมื่นนายคุ้มกันส่งข่านฮูหานเสียกลับไป ในเวลานี้เผ่าซงหนูกำลังขาดแคลนอาหาร ราชสำนักฮั่นจึงได้ส่งเสบียงอาหารจำนวนมากไปด้วย ข่านฮูหานเสียรู้สึกซาบซึ้งเป็นอย่างยิ่ง และตั้งใจที่จะเป็นพันธมิตรกับราชวงศ์ฮั่น เมื่อแคว้นต่างๆ ทางตะวันตกทราบว่าเผ่าซงหนูเป็นพันธมิตรกับราชวงศ์ฮั่น จึงต่างก็พยายามที่จะสร้างความสัมพันธ์กับราชวงศ์ฮั่นด้วย
หลังจากฮั่นซวนตี้สวรรคต พระโอรสก็ได้เสด็จขึ้นครองราชย์สืบมา ทรงพระนามว่าฮั่นหยวนตี้ เมื่อข่านจื้อจือแห่งเผ่าซงหนูรุกรานแคว้นต่างๆ ทางตะวันตก และสังหารทูตที่ราชวงศ์ฮั่นส่งไป ราชวงศ์ฮั่นจึงได้ยกทัพออกไปรบและสังหารข่านจื้อจือได้สำเร็จ หลังจากที่ข่านจื้อจือตายแล้ว ฐานะของข่านฮูหานเสียก็มีความมั่นคงมากขึ้น
ปี 33 ก่อนคริสต์ศักราช ข่านฮูหานเสียเดินทางมายังนครฉางอานอีกครั้งและขอให้มีการสมรสเชื่อมพันธไมตรี ฮั่นหยวนตี้ก็ได้พระราชทานอนุญาต การที่เผ่าซงหนูจะสมรสกับราชวงศ์ฮั่นนั้นจะต้องเลือกจากบรรดาองค์หญิงหรือธิดาของเชื
้อพระวงศ์เท่านั้น ในครั้งนี้ฮั่นหยวนตี้ทรงตัดสินพระทัยที่จะเลือกนางสนมคนหนึ่ง พระองค์ส่งคนไปยังวังหลังให้ประกาศว่า ผู้ใดยินดีที่จะไปยังเผ่าซงหนู ฮ่องเต้ก็จะแต่งตั้งให้เป็นองค์หญิง บรรดานางสนมในวังหลังนั้นต่างก็คัดเลือกมาจากราษฎรสามัญชน เมื่อพวกนางถูกคัดเลือกเข้ามาในวังหลวงแล้วก็เหมือนกับนกที่ถูกกักขังอยู่ในกรง ต่างก็หวังว่าจะมีสักวันหนึ่งที่พวกนางจะได้ออกจากวังไป แต่เมื่อได้ยินว่าจะต้องจากบ้านเกิดไปยังเผ่าซงหนู ต่างก็ไม่มีผู้ใดเต็มใจไป มีนางสนมคนหนึ่งนามว่าหวังเฉียง ฉายาเจาจวิน มีรูปโฉมงดงาม มีความรู้ ยินยอมที่จะไปแต่งงานยังเผ่าซงหนู หยวนตี้จึงได้เลือกวันที่จะจัดงานสมรสให้ข่านฮูหานเสีย และหวังเจาจวินที่นครฉางอาน ในขณะที่ข่านฮูหานเสีย และหวังเจาจวินกำลังแสดงความเคารพต่อฮั่นหยวนตี้อยู่นั้น ฮั่นหยวนตี้ก็ได้ทรงเห็นว่าหวังเจาจวินนั้นทั้งงดงาม และสุภาพเรียบร้อย นับว่าเป็นสาวงามในราชสำนักฮั่น ตำนานเล่าว่าเมื่อฮั่นหยวนตี้เสด็จกลับวังแล้ว ยิ่งคิดก็ยิ่งทรงพิโรธ จึงได้บัญชาให้นำเอารูปภาพของหวังเจาจวินมาให้ทอดพระเนตร ในรูปภาพนั้นแม้จะมีส่วนที่คล้ายคลึงอยู่บ้าง แต่ไม่มีความงดงามเหมือนหวังเจาจวินตัวจริงโดยสิ้นเชิง ทีจริงแล้วหลังจากที่บรรดานางสนมเข้ามาในวัง โดยทั่วไปมักจะไม่ได้พบกับฮ่องเต้ แต่จะให้บรรดาจิตรกรวาดภาพ และส่งภาพเหล่านั้นไปให้ฮ่องเต้เลือก มีจิตรกรคนหนึ่งนามว่าเหมาเหยียนโซ่ว เวลาที่วาดภาพนางสนมทั้งหลายนั้น หากนางสนมคนใดให้สิ่งของเงินทอง ก็จะวาดให้สวยงาม หวังเจาจวินไม่ยินยอมที่จะติดสินบน ดังนั้นเหมาเหยียนโซ่วจึงไม่ได้วาดภาพออกมาตามความจริง ฮั่นหยวนตี้ทรงพิโรธมาก รับสั่งให้ประหารชีวิตเหมาเหยียนโซ่ว
ภายใต้การคุ้มกันของบรรดาขุนนางราชวงศ์ฮั่นและเผ่าซงหนูหวังเจาจวินก็ได้เดินทาง
ออกจากนครฉางอาน นางขี่มาฝ่าลมหนาวอันทารุณ เดินทางนับพันลี้ไปยังเผ่าซงหนู เป็นมเหสีของ
ข่านฮูหานเสีย ได้รับยศเป็น หนิงหูเยียนจือ ด้วยความหวังว่านางจะสามารถนำเอาความสงบสุขและสันติภาพมาสู่ชนเผ่าซงหนู หวังเจาจวินต้องจากบ้านเกิดไปไกล อาศัยอยู่ในเผ่าซงหนูเป็นเวลานาน นางเกลี้ยกล่อมข่านฮูหานเสียอย่าได้ทำสงคราม ทั้งยังเผยแพร่วัฒนธรรมของชาวฮั่นให้แก่ชาวซงหนู นับจากนั้นเป็นต้นมา เผ่าซงหนูและราชวงศ์ฮั่นต่างก็อยู่ร่วมกันอย่างสันตอ และไม่มีสงครามเป็นเวลานานถึงหกสิบกว่าปี ยิ่งไปกว่านั้นหลังจากที่ข่านฮูหานเสียสิ้นชีวิตแล้ว นางก็ได้ ทำตามประเพณีของชาวซงหนู โดยแต่งงานใหม่กับบุตร
ชายคนโตที่เกิดกับภรรยาหลวงของข่านฮูหานเสีย ถึงแม้ว่าเรื่องนี้จะขัดกับขนบธรรมเนียมประเพณีของชาวฮั่น แต่นางก็คำนึงถึงส่วนรวมเป็นหลัก และคิดที่รักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างชาวฮั่นและชาวซงหนู หวังเจาจวินได้ให้กำเนิดบุตรชาย 1 คน และบุตรสาว 2 คนที่เผ่าซงหนู ปีและสถานที่ที่นางถึงแก่กรรมนั้น หนังสือประวัติศาสตร์ไม่ได้บันทึกเอาไว้
ประวัติไซซี

ไซซี หรือซีซือ นามอี๋กวง เกิดในสมัยชุนชิว (ช่วงปี 722-481 ก่อนคริสต์ศักราช) ที่มณฑลเจ้อเจียง เป็นผู้ที่มีความงดงามมาแต่กำเนิด
ในสมัยชุนชิวนี้ รัฐอู่และรัฐเยว่ทำสงครามกัน เนื่องจากรัฐอู่มีกำลังทหารที่กล้าแข็ง ในเวลาที่ไม่นานนักก็สามารถเอาชนะรัฐเยว่ได้ และนำเอาเยว่อ๋องโกวเจี้ยน และอัครเสนาบดีนามฟ่านหลี่ ไปเป็นตัวประกัน เพื่อแก้แค้นที่ชาติถูกรุกราน เยว่อ๋องยอมตกอยู่ภายใต้อำนาจของอู่อ๋อง และแสร้งว่ามีความซื่อสัตย์ และจงรักภักดีเป็นอย่างยิ่ง ครั้งหนึ่งอู่อ๋องมีอาการปวดท้อง บรรดาหมอหลวงทั้งหลายที่เชิญมาต่างก็ไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นโรคอะไร เมื่อเยว่อ๋องโกวเจี้ยนได้ทราบเรื่องนี้ จึงได้ชิมอุจจาระของอู่อ๋องต่อหน้าบรรดาขุนนางทั้งหลาย และกล่าวว่า ท่านอ๋องไม่ได้ป่วยเป็นโรคอันใด แค่โดนความเย็นมากไปเท่านั้น เพียงดื่มเหล้าให้ร่างกายอบอุ่นก็เพียงพอแล้ว อู่อ๋องทำตามที่โกวเจี้ยนแนะนำดื่มเหล้าเข้าไปเล็กน้อย ก็มีอาการดีขึ้นทันที อู่อ๋องเห็นว่าโกวเจี้ยนมีความจงรักภักดี จึงปล่อยตัวให้กลับรัฐเยว่
เมื่อโกวเจี้ยนกลับไปยังรัฐเยว่แล้ว ฟ่านหลี่ก็ได้เสนอแผนกู้ชาติ 3 แผนให้แก่เยว่อ๋อง หนึ่งคือ สั่งสมกำลังทหาร ฝึกฝนการรบ สองคือพัฒนาด้านการกสิกรรม และสามคือ คัดเลือกหญิงงามเพื่อส่งให้แก่อู่อ๋อง เพื่อเป็นสายคอยส่งข่าวภายในให้ ในเวลานั้น มีหญิงสาวนามว่าไซซี เป็นหญิงซักผ้า มีรูปร่างหน้าตางดงามเหนือกว่าผู้อื่น เมื่อนางไปซักผ้าอยู่ริมแม่น้ำนั้น น้ำอันใสสะอาดจะสะท้อนเงาอันงดงามของนาง ทำให้ยิ่งดูงดงามมากยิ่งขึ้น เมื่อมองเห็นเงาของนางแล้ว บรรดาปลาทั้งหลายที่ว่ายน้ำอยู่ ต่างก็ลืมที่จะว่ายน้ำ และค่อยๆจมลงสู่ก้นแม่น้ำไป นับแต่นั้นมาฉายา ความงามที่ทำให้แม้แต่ฝูงปลายังต้องจมลงสู่ใต้น้ำ ของไซซี ก็เล่าลือกันไปทั่วบริเวณนั้น
หลังจากที่ไซซีถูกเลือกไปถวายแล้วนั้น เมื่ออู่อ๋องเห็นไซซีมีรูปโฉมที่งดงาม ก็เกิดความลุ่มหลงเป็นอย่างมากจนกระทั่งละเลยราชการ ไม่สนใจบ้านเมือง ทำให้บ้านเมืองอ่อนแอลงเรื่อยๆ เยว่อ๋องโกวเจี้ยน จึงถือโอกาสยกทัพเข้าโจมตีรัฐอู่ และสามารถกู้ชาติได้สำเร็จ ไซซีเสียสละเพื่อบ้านเมือง แสดงให้เห็นถึงหญิงสาวคนหนึ่งที่มีความรักชาติเป็นอย่างยิ่ง
ตำนานเล่าว่า หลังจากที่รัฐอู่พ่ายแพ้แล้ว ไซซีได้ออกท่องเที่ยวไปกับฟ่านหลี่ ไม่ทราบว่าสุดท้ายมีชะตากรรมอย่างไร เป็นที่ระลึกถึงของชนรุ่นหลังตลอดมา
ประวัติพระสนมหยางกุ้ยเฟย

หยางอี้หวน (หยางกุ้ยเฟย) มีชีวิตอยู่ในปี 719-756 เป็นชาวเมืองหย่งเล่อ มีความสามารถในทางดนตรีขับร้องและฟ้อนรำ ที่จริงเป็นชายาของโซ่วอ๋องโอรสองค์ที่ 18 ของฮ่องเต้ถังเสวียนจง ภายหลังถังเสวียนจงพบว่าหยางอี้หวนมีรูปโฉมงดงาม คิดจะเรียกเข้าวัง ดังนั้นจึงตั้งให้เป็นนักบวชหญิงฉายาไท่เจิน สมัยเทียนเป่าปีที่สี่ (ค.ศ. 745) ได้เข้าวัง เป็นที่โปรดปรานของถังเสวียนจง จึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นสนมเอกหรือกุ้ยเฟย (ในขณะนั้นถังเสวียนจงมีพระชนมายุ 61 พรรษา ส่วนหยางกุ้ยเฟยมีอายุเพียง 27 ปีเท่านั้น) ทั้งบิดาและพี่ชายของหยางกุ้ยเฟยต่างก็มีอำนาจวาสนาในแผ่นดิน ทุกครั้งที่นางจะนั่งรถม้า ต่างก็มีบรรดาขุนนางใหญ่บังคับรถม้าให้ด้วยตัวเอง นางมีช่างถักทอและปักผ้าถึงเจ็ดร้อยคน มีผู้คนมากมายแย่งกันมอบของกำนัลต่างๆ ให้ เนื่องจากขุนนางจางจิ่วจางและหวังอี้มอบของกำนัลให้นางต่างก็ได้เลื่อนตำแหน่ง ดังนั้นบรรดาขุนนางทั้งหลายต่างก็หวังที่จะได้รับผลตอบแทนเช่นเดียวกัน หยางกุ้ยเฟยโปรดปรานลิ้นจี่จากแดนหลิ่งหนาน ก็มีผู้คนคิดหาวิธีที่จะนำส่งมาถึงเมืองฉางอานให้เร็วที่สุด
ภายหลังเกิดเหตุการณ์เจี๋ยตู้สื่อก่อกบฎ ถังเสวียนจงต้องหลบหนีออกจากนครฉางอาน เมื่อไปถึงเนินหม่าเหวย บรรดาทหารทั้งหลายไม่ยอมเดินทางต่อ ต่างก็กล่าวว่า เป็นเพราะหยางกั๋วจง ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องของหยางกุ้ยเฟยสมคบคิดกับคนต่างเผ่า ทำให้อานลู่ซาน ก่อกบฏ เพื่อที่จะปลอบขวัญทหารถังเสวียนจงจึงได้รับสั่งให้ประหารชีวิตหยางกั๋วจง แต่บรรดาทหารต่างก็ยังคงไม่ยอมเดินทางต่ออยู่นั่นเอง ต่างก็กล่าวว่าหยางกั๋วจงนั้นเป็นลูกพี่ลูกน้องของหยางกุ้ยเฟย เมื่อพี่ชายมีความผิด น้องสาวก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงความผิดนั้นไปได้ หยางกุ้ยเฟยจึงถูกประหารชีวิตเช่นกัน
ความงามที่ทำให้แม้แต่มวลหมู่ดอกไม้ยังต้องละอาย เป็นฉายาของหยางกุ้ยเฟย ตอนต้นรัชสมัย ฮ่องเต้มีความลุ่มหลงในอิสตรี จึงได้ส่งคนออกค้นหาสาวงาม ในขณะนั้นหยางหยวนเหยียนมีธิดาที่รูปโฉมงดงามนามว่าหยางอี้หวนถูกเลือกเข้าวัง หลังจากที่เข้าวังแล้วนางก็มักจะคิดถึงบ้านเกิด วันหนึ่งนางไปเดินเล่นในสวนดอกไม้ มองเห็นดอกโบตั๋นและกุหลาบจีนที่กำลังบานสะพรั่ง แล้วคิดถึงตนเองที่ถูกกักอยู่ในวังหลวง ผ่านวัยสาวไปอย่างไร้ความหมาย นางร้องไห้พลางลูบดอกไม้นั้น เมื่อนางแตะถูกกลีบดอกไม้กลีบนั้นก็หุบลง ใครจะคิดว่าต้นไม้ที่นางลูบนั้นคือต้นนางอาย นางกำนัลคนหนึ่งพบเห็นเหตุการณ์นี้เข้า จึงนำไปเล่าลือว่าหากหยางอี้หวนเทียบความงามกับดอกไม้แล้ว ดอกไม้ยังต้องละอายก้มลงให้แก่นาง เรื่องนี้ได้ยินไปถึงพระกรรณฮ่องเต้ พระองค์มีความยินดีเป็นอย่างมาก จึงทรงเรียกหยางอี้หวนให้เข้าพบทันที นางแต่งกายงดงามแล้วจึงมาเข้าเฝ้า ฮ่องเต้ได้พบว่านางมีรูปโฉมที่งดงามเป็นอย่างยิ่ง จึงให้อยู่ปรนนิบัติรับใช้ข้างกาย เนื่องจากนางรู้จักเอาใจจึงเป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้ ไม่นานนักก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกุ้ยเฟย
หลังจากที่หยางกุ้ยเฟยมีอำนาจ ก็ได้ร่วมมือกับหยางกั๋วจงให้ร้ายขุนนางที่ภักดี หลังจากเกิดเหตุก่อกบฏ ฮ่องเต้ได้นำเอาหยางกุ้ยเฟยรวมทั้งเหล่าขุนนางบุ๋นบู๊หลบหนีไปทางตะวันตก อานลู่ซานยกทัพติดตามไป เพราะไม่เพียงแต่ต้องการแผ่นดินราชวงศ์ถังเท่านั้น ยังต้องการสาวงามหยางกุ้ยเฟยอีกด้วย ระหว่างทางที่หลบหนีนั้นเหล่าขุนนางทั้งหลายถามฮ่องเต้ว่าท่านต้องการแผ่นดินหรือต้องการหยางกุ้ยเฟย หากไม่ประหารนางพวกเราก็จะไม่ร่วมทางไปด้วย ด้วยความจำเป็นฮ่องเต้จึงสั่งให้ประหารชีวิตหยางกุ้ยเฟย ให้นางผูกคอตายใต้ต้นหลีในสวน
ประวัีติแม่ทัพหญิงของจีน :: มู่หลาน
(ภาพประกอบจากวอล์ทดิสนีย์เรื่องมู่หลาน)
ในตอนปลายของสมัยเป่ยเว่ย ชนเผ่าโหลวหราน กับชนเผ่าชี่ตัน ซึ่งอยู่ทางภาคเหนือของจีนมีความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นทุกวัน ชนเผ่าพวกนี้มักจะนำทัพมารุกรานจีนเพื่อปล้นชิงทรัพย์และเสบียงอาหาร แคว้นเป่ยเว่ยจึงมีการเกณฑ์ทหารอยู่บ่อยครั้ง เพื่อป้องกันประเทศ
เล่ากันว่ามู่หลาน แซ่ฮวา เป็นชาวเหอหนาน เรียนหนังสือกับพ่อตั้งแต่อายุยังน้อย นางชอบการขี่ม้ายิงธนู เป็นผู้มีฝีมือในการต่อสู้ วันหนึ่งบิดาของนางได้รับคำสั่งให้เกณฑ์ให้ไปเป็นทหาร แต่เนื่องจากบิดาของเธออายุมากแล้ว ไม่สามารถไปสู้รบได้อีก และตระกูลของนางก็ไม่มีพี่ชาย ส่วนน้องชายก็อายุยังน้อย นางไม่ยอมให้บิดาไปออกรบ จึงได้ปลอมตัวเป็นชายเพื่อออกศึกแทนบิดา แม้ว่าทางบ้านจะไม่เต็มใจนัก แต่เพราะไม่มีทางอื่นจึงต้องยอมให้นางไปรบแทน
ต่อมามู่หลานได้สร้างผลงานไว้มากมาย แต่ก็ไม่มีใครทราบว่าแท้จริงแล้วนางเป็นผู้หญิง เมื่อสงครามยุติลง มู่หลานไม่อยากจะรับราชการ และก็ไม่ต้องการได้รับชื่อเสียงเงินทอง แต่เธอต้องการที่จะกลับบ้านโดยเร็ว
เมื่อบิดาของนางทราบข่าวว่าลูกสาวของตนได้รับชัยชนะกลับมาก็รู้สึกปลื้มปิติ เมื่อมู่หลานกลับมาถึงบ้านก็เปลี่ยนชุดทหารเป็นชุดสตรี หวีผมแต่งตัวเรียบร้อย แล้วจึงเดินออกมาขอบคุณสหายทุกคนที่มาส่ง เมื่อทุกคนได้เห็นเช่นนั้น ก็รู้สึกประหลาดใจ ค้าดไม่ถึงว่าสหายร่วมรบกันมานานกลับกลายเป็นสตรีที่งดงาม


- ความเป็นมาของเทศกาลชีซี -
วันที่ 7 เดือน 7 ตามจันทรคติของจีนเป็นเทศกาลชีซีของจีน เล่ากันว่า วันนั้นเป็นวันที่ดาวหนุ่มเลี้ยงวัวกับดาวสาวทอผ้าพบหน้ากัน
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ท้องฟ้าแจ่มใส ไม่มีเมฆแม้แต่ิก้อนเดียว พระเจ้าแห่งสวรรค์รู้สึกว่าท้องฟ้าขาดสีสัน จึงสั่งให้ลูกสาวทั้งเจ็ดทอผ้าและตัดเสื้อให้ท้องฟ้าใส่ แต่ผ้าที่ลูกสาวทั้งเจ็ดทอออกมานั้นมีแต่สีเทาและสีขาวเท่านั้น ลูกสาวคนเล็กที่สุดเป็นคนฉลาด เธอพบดอกไม้เจ็ดสีในสวน จึงเด็ดไปทำเป็นสีย้อมผ้า ทำให้ผ้าที่ทอออกมามีสีสันสวยงาม พี่สาวทั้งหกต่างดีใจกันอย่างยิ่ง และตกลงกันว่า วันธรรมดาจะให้ท้องฟ้าใส่เสื้อสีขาว ถ้าฝนตกก็จะเปลี่ยนเป็นเสื้อสีเทา ยามเช้าและยามเย็นจะใส่เสื้อเจ็ดสี พระเจ้าแห่งสวรรค์ทราบแล้วรู้สึกดีใจมาก และตั้งชื่อให้ลูกสาวคนสุดท้องว่าจือนวี่แปลว่า สาวทอผ้า
แต่การทอผ้าทุึกวันก็ทำให้สาวทอผ้ารู้สึกเหนื่อย บางทีก็อดไม่ได้ที่จะแอบดูทิวทัศน์ในโลกมนุษย์ มีชายหนุ่มคนหนึ่งได้ดึงดูดความสนใจของเธอ หนุ่มคนนี้ไถนาอยู่คนเดียว เวลาพัก ก็มีแต่วัวแก่ๆตัวหนึ่งเป็นเพื่อนคุย สาวทอผ้าจึงเกิดความรู้สึกสงสารเขา
หนุ่มคนนี้ชื่อหนิวหลางแปลว่า หนุ่มเลี้ยงวัว
วันหนึ่ง วัวแก่บอกหนุ่มเลี้ยงวัวว่า พรุ่งนี้เป็นวันที่ 7 เดือน 7 ลูกสาวของพระเจ้าแห่งสวรรค์ทั้ง 7 คนจะลงมาอาบน้ำในโลกมนุษย์ ถ้าเจ้าเก็บเสื้อผ้าของสาวทอผ้าไว้ เธอก็จะยอมแต่งงานกับเจ้าเมื่อฟังคำพูดของวัวแก่ หนุ่มเลี้ยงวัวก็ตัดสินใจจะลองทำตาม
พอถึงวันที่ 7 เดือน 7 หนุ่มเลี้ยววัวซ่อนตัวอยู่ในพุ่มต้นอ้อริมแม่น้ำรอนางฟ้าทั้ง 7 ลงมา ไม่นานนักก็เห็นมีเมฆหลากสี 7 ก้อนปรากฏอยู่บนท้องฟ้า บนเมฆแต่ละก้อนมีนางฟ้ายืนอยู่คนหนึ่ง พอนางฟ้า 7 คนลงมาที่ริมแม่น้ำ ก็รีบถอดเสื้อผ้ากระโดดลงสู่แม่น้ำอันใสสะอาด หนุ่มเลี้ยงวัวเห็นดังนั้นก็รีบคว้าเสื้อผ้าของสาวทอผ้าไว้ แล้ววิ่งกลับไปอย่างผลีผลามจนทำให้เกิดเสียงดังในพุ่มต้นอ้อ นางฟ้า 7 คนได้ยินแล้วตกใจและรีบขึ้นจากน้ำ มีนางฟ้า 6 คนต่างคนต่างใส่เสื้อผ้าของตัวเองแล้วเหาะเหินกลับสู่สวรรค์ มีแต่สาวทอผ้าไม่มีเสื้อผ้าจะใส่ ได้แต่ยืนอยู่ริมแม่น้ำด้วยความเขินอายและตกตลึง หนุ่มเลี้ยงวัวจึงพูดอย่างตะกุกตะกักว่า ถ้าสาวทอผ้ายอมแต่งงานกับเขา ก็จะคืนเสื้อผ้าให้ สาวทอผ้าเห็นว่าไหนๆเป็นหนุ่มที่ตนหมายปองอยู่แล้ว จึงพยักหน้าด้วยความเหนียมอาย
คืนวันเดียวกันนั้น หนุ่มเลี้ยงวัวกับสาวทอผ้าได้จัดพิธีแต่งงานกันโดยมีวัวแก่เป็นสักขีพยาน อีกสองปีต่อมา สองคนก็ได้ลูกชาวและลูกสาวคู่หนึ่ง หนุ่มเลี้ยงวัวทำไร่ไถนา สาวทอผ้าก็ทอผ้าและเลี้ยงลูก ครอบครัวนี้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว แค่กระพริบตาเดียวเวลาก็ผ่านไป 7 ปี เวลาหนึ่งวันบนสวรรค์เท่ากับหนึ่งปีในโลกมนุษย์ ทุกๆ 7 วัน พระเจ้าแห่งสวรรค์ก็จะเรียกลูกสาวทั้ง 7 มาเข้าพบครั้งหนึ่ง คราวนี้ไม่เห็นสาวทอผ้า และทราบข่าวว่าำลูกสาวคนเล็กแอบไปแต่งงานกับผู้ชายในโลกมนุษย์จึงโกรธเกรี้ยวมาก วันที่ 7 เดือน 7 พระเจ้าแห่งสวรรค์สั่งให้ทหารในสวรรค์ลงไปจับสาวทอผ้าให้กลับสู่สวรรค์เพื่อลงโทษ หนุ่มเลี้ยงวัวหาบลูกทั้งคู่วิ่งตามสาวทอผ้า วัวแก่ได้ถอดเขาข้างหนึ่งแปลงเป็นเรือบิน หนุ่มเลี้ยงวัวหาบลูกทั้งสองขี่บนเขาวัวบินขึ้นสู่ท้องฟ้าเพื่อไล่ตามสาวทอผ้า ลูกทั้งสองคนร้องเรียกแม่ แม่...ไม่ขาดเสียง สาวทอผ้าได้ยินเสียงลูกพยายามดิ้นออกจากมือของทหารสวรรค์ เพื่อจะกลับไปพบสามีและลูก ในขณะนั้น พระเจ้าแห่งสวรรค์ยื่นฝ่ามือออกมาผ่าท้องฟ้าเป็นสองฝั่ง ทำให้เกิดแม่น้ำสีเงินอันกว้างใหญ่ที่มีน้ำไหลเชี่ยวกราดสายหนึ่งกั้นระหว่างหนุ่มเลี้ยงวัวกับสาวทอผ้า ทันใดนั้นก็มีนกสี่เช่ว์บินมามากมาย เชื่อมตัวเป็นสะพานข้ามแม่น้ำ เพื่อให้หนุ่มเลี้ยงวัวกับสาวทอผ้าเดินขึ้นไปพบหน้ากัน พระเจ้าแห่งสวรรค์เห็นสภาพเช่นนี้ จึงจำใจต้องอนุญาตให้หนุ่มเลี้ยงวัวกับสาวทอผ้าพบหน้ากันปีละครั้งบนสะพานนกสี่เช่ว์ในคืนวันที่ 7 เดือน 7 ของทุกปี
ต่อมา พอถึงวันที่ 7 เดือน 7 ตามปฏิทินจันทรคติของจีน หญิงสาวก็จะเตรียมด้ายหลายๆสีและเข็ม 7 เล่ม ใครสามารถร้อยด้ายเข้ารูเข็มทั้ง 7 เล่มได้ ก็ุจะเป็นผู้มีฝีมือในด้านการเย็บปักถักร้อยเหมืิอนสาวทอผ้าในนิทาน

- ตำนานวันไหว้พระจันทร์ -

เทศกาลไหว้พระจันทร์มีตำนานและเรื่องเล่าที่เกี่ยวพันไม่น้อย แต่ที่โด่งดังเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายเห็นจะเป็นตำนาน เทพธิดาฉางเอ๋อเหินสู่ดวงจันทร์
ตำนานดังกล่าวปรากฏครั้งแรกในยุคต้นของสมัยจั้นกว๋อ ( ยุคสงคราม 475 221 ก่อนคริสต์ศักราช ) เป็นเรื่องราวของฉางเอ๋อ สาวงามผู้กินยาอายุวัฒนะของเจ้าแม่ซีหวังหมู่ แล้วกลายเป็นเทพธิดาอมตะแห่งดวงจันทร์ ตำนานเกี่ยวกับฉางเอ๋อผู้นี้ได้ถูกแต่งเติมรายละเอียดออกไปอีกในราชวงศ์ต่อมา
เล่ากันว่า เมื่อครั้งโบราณกาล โลกเรามีดวงอาทิตย์อยู่ถึงสิบดวง นำมาซึ่งภัยพิบัติแก่โลกมนุษย์ ทุกหย่อมหญ้าร้อนระอุเป็นแผ่นดินเพลิง ส่วนที่เป็นน้ำก็เหือดแห้ง ส่วนที่เป็นภูเขาก็ถล่มแผ่นดินแยก ต้นไม้ใบหญ้าแห้งกรอบ ผู้คนไม่มีที่หลบซ่อนอาศัย
ในครั้งนั้น ได้ปรากฏวีรบุรุษนามว่า โฮ่วอี้ เป็นผู้ที่มีฝีมือในการยิงธนูได้แม่นยำอย่างอัศจรรย์ เขายิงธนูขึ้นสู่ฟ้าเพียงดอกเดียวก็ยิงถูกดวงอาทิตย์ถึงเก้าดวง ทำให้เหลืออยู่เพียงดวงเดียว ถือเป็นการขจัดทุกเข็ญให้กับบรรดาประชาราษฎร์ ผู้คนจึงพากันยกย่องให้เขาเป็นกษัตริย์
ทว่า เมื่อโฮ่วอี้ได้ขึ้นเป็นกษัตริย์ ก็ลุ่มหลงในสุราและนารี ฆ่าฟันผู้คนตามอำเภอใจ กลายเป็นทรราช ราษฎรล้วนแต่โกรธแค้นและชิงชังเขาเป็นที่สุด โฮ่วอี้รู้ตัวว่าคงจะอยู่เป็นสุขเช่นนี้ไปได้อีกไม่นาน จึงเดินทางไปที่ภูเขาคุนหลุน (คุนลุ้น) เพื่อขอยาอายุวัฒนะจากเจ้าแม่หวังหมู่มากิน แต่ฉางเอ๋อ ภรรยาของเขากลัวว่า ถ้าสามีของนางมีอายุยืนนาน ไม่มีวันตายเช่นนี้ อาจจะนำความเดือดร้อนมาสู่ราษฎรเป็นแน่ คิดได้ดังนี้ นางจึงตัดสินใจแอบขโมยยาอายุวัฒนะนั้นมากินเสียเอง เมื่อกินเข้าไปแล้ว ร่างของฉางเอ๋อก็เบาหวิว และลอยขึ้นไปสู่ดวงจันทร์ นับแต่นั้นมา บนดวงจันทร์ก็ปรากฏภาพเทพธิดา ที่เชื่อกันว่าเป็นฉางเอ๋อนี้เอง


ขุนศึกตระกูลหยาง
หากกล่าวถึงราชวงศ์ซ่งแล้ว ก็จะต้องกล่าวถึงขุนศึกตระกูลหยางที่มความองอาจกล้าหาญ และความจงรักภักดีทั้งสามชั่วอายุคน ยากที่จะหาใครมาเปรียบได้
หยางเยี่ย ชื่อเดิม หยางจังกุ้ย เป็นขุนพลของแคว้นเป่ยฮั่น ในยุคอู่ไต้สือกั๋ว สามารถรบชนะข้าศึกแคว้นเหลียวหลายครั้ง เมื่อแคว้นเป่ยฮั่นถูกราชวงศ์ซ่งโค่นล้ม หยางเยี่ยยอมจำนนต่อราชวงศ์ซ่งและได้เป็นขุนพลดังเดิม ทำหน้าที่ป้องกันด่านทางภาคเหนือ และได้สร้างผลงานมากมายหลายครั้ง แต่คาดไม่ถึงว่าผลงานที่ได้สร้างเพื่อบ้านเมืองนี้จะทำให้ พานเหม่ย ซึ่งเป็นเสนาบดีในสมัยนั้นอิจฉาริษยา จึงได้ทำการวางแผนให้หยางเยี่ยต้องต่อสู่กับกองทัพเหลียว โดยไม่มีผู้ใดเข้ามาช่วยเหลือ หยางเหยียนยู่ลูกชายคนโตของหยางเยี่ยสู้รบจนสิ้นชีพ ส่วนหยางเยี่ยได้รับบาดเจ็บสาหัสและถูกจับกุม ทางฝ่ายเมืองเหลียวนิยมชมชอบในฝีมือของหยางเยี่ย จึงได้มีการเจรจาให้ยอมจำนน แต่หยางเยี่ยไม่ยอม เขาอดอาหารอยู่สามวันก็เสียชีวิตไปในที่สุด
หยางเหยียนเจา ลูกชายอีกคนของหยางเยี่ย เป็นตัวแทนของขุนศึกตระกูลหยางรุ่นที่สอง หยางเหยียนเจาเป็นคนที่กล้าหาญและมีความสามารถในเชิงการรบ เค้าเป็นคนที่มีระเบียบวินัยที่เข้มงวดลัใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย ทุกครั้งท่ำด้รับรางวัลมาก็จะแจกจ่ายให้คับเหล่าบริวาร ทุกครั้งที่มีการสู้รบก็จะนำทัพด้วยตนเองเสมอ ดังนั้นเหล่าบริวารจึงยินดีที่จะเสียสละและร่วมเป็นร่วมตายกับเค้า หยางเหยียนเจารักษาด่านทางเหนือนานถึง 20 ปี แคว้นเหลียวเกรงกลัวฝีมือของเค้าจนขนานนามเค้าว่า หยางหลิ่วหลาง เค้าต่อสู้เพื่อรักษาเอกราชของประเทศ จึงได้รับกายกย่องจากประชาชนและสร้างชื่อเสียงให้กับตระกูลหยาง
หยางเหวินกว่าง บุตรชายคนที่ 3 ของหยางเหยียนเจา หยางเหวินกว่างแม้มิได้สร้างความลื่อเลื่องเช่นรุ่นปู่และรุ่นพ่อ แต่ยังคงสืบทอดรักษาเจตนารมณ์แห่งความจงรักภักดีต่อแผ่นดิน ไม่ลืมอุดมการณ์ปราบปรามทางเหนือ เค้ายังได้ตีชิงเอาเมืองโยวเยี่ยนกลับคืนมา
กองเรือเจิ้งเหอ เดินทางไปทั่วเอเชีย และต่างทวีป

เจิ้งเหอ เดิมทีนั้นเจิ้งเหอมีชื่อว่า "ซานเป่า แซ่หม่า" เกิดที่มณฑลยูนนาน ซึ่งเป็นเขตแดนของมองโกล ทางตอนใต้ของประเทศจีน เมื่อปี ค.ศ.1371 มีชื่อมุสลิมเป็นภาษาอาหรับว่า มูฮัมมัด อับดุลญับบารฺ เกิดในตระกูลขุนนางมุสลิม เซมูร์ และเป็นลูกหลานชนชั้นที่หกของ ซัยยิด อัจญาล ชัมสุดดีน อุมัร ผู้ปกครองมณฑลยูนนานผู้ลือนาม จากบุคอรอ ในอุซเบกิสถาน แซ่หม่า มาจาก มาสูฮฺ (มาสีหฺ) บุครคนที่ 5 ของ ซัยยิด อัจญาล ชัมสุดดีน อุมัร บิดาของเจิ้งเหอมีนามว่า มีร ตะกีน และปู่มีนามว่า กะรอมุดดีน ได้ไปทำพิธีฮัจญ์ในมักกะหฺ จึงได้พบเห็นผู้คนจา่กทุกสารทิศ และต้องเล่าเรื่องนี้ให้แก ่เจิ้งเหออย่างแน่นอน
แต่ก่อนแซ่หม่า เรียกว่า หม่าเหอ (คงเพี้ยนมาจาก มาสูฮฺ) เจิ้งเหอมีพี่น้อง 5 คนเป็นชาย 1 คน หญิง 4 คน เมื่อหม่าเหออายุได้ 12 ปี ตรงกับช่วงที่กองทัพของ จักรพรรดิหงอู่ หรือจูหยวนจาง ปฐมราชวงศ์หมิงนำกำลังทัพ เข้ามาขับไล่พวกมองโกล ที่มาตั้งราชวงศ์หยวน ออกจากประเทศจีน ทำการยึดครองยูนานเป็นส่วนหนึ่ง ของราชอาณาจักรหมิงได้สำเร็จ ในเวลานั้นหม่าเหอ ได้ถูกจับตอนเป็นขันท ีมีหน้าที่รับใช้เจ้าชายจูตี้ จนได้รับความไว้วางใจอย่างสูง ช่วงสงครามแย่งชิงบัลลังก ์ระหว่างเอี้ยนหวังจูตี้กับหมิงฮุ่ยตี้ กษัตริย์ที่สืบราชบัลลังก ์ต่อจากหมิงไท่จู่ เจิ้งเหอมีส่วนสำคัญช่วยให้ จูตี้ได้รับชัยชนะขึ้นสู่บัลลังก ์เป็นจักรพรรดิหมิงเฉิงจู่ มีชื่อรัชกาลว่า "หย่งเล่อ" และได้รับการสนับสนุน เป็นหัวหน้าขันที ต่อมาได้รับพระราชทานแซ่เจิ้ง จึงเรียกขานว่า "เจิ้งเหอ" แต่ชื่อที่รักจักกันดีก็คือ ซันเป่ากง หรือ ซำปอกง
การเดินเรือสำรวจทางทะเลในระยะเวลา 28 ปี กองเรือของเจิ้งเหอออกสำรวจทางทะเลรวม 7 ครั้ง เดินทางมากกว่า 50,000 กิโลเมตร ท่องต่างแดนมากกว่า 37 ประเทศ เริ่มต้นเป็นครั้งแรกในเดือนกรกฏาคม ค.ศ.1405 (พ.ศ.1948) ตรงกับรัชสมัยสมเด็จพระรามราชาธิราช แห่งราชวงศ์อู่ทองปกครองกรุงศรีอยุธยา เจิ้งเหอทำหน้าที่ผู้บังคับกองเรือสำเภาขนาดใหญ่ เรียกว่า "เป่าฉวน" แปลว่า "เรือมหาสมบัติ" ต่อขึ้นที่เมืองนานกิง อดีตเมืองหลวงอันเก่าแก่ของจีนเป็นอีกสถานที่หนึ่งซึ่งเป็นที่ตั้งของ "อู่ต่อเรือ" ใช้ในการเดินเรือของเจิ้งเหอ เรือมหาสมบัติของเจิ้งเหอยาว 400 ฟุต ขนาดใหญ่กว่าเรือซานตา มาเรีย ของโคลัมบัสที่ยาวเพียง 85 ฟุต ถึง 5 เท่า
การเดินทะเลในครั้งแรกมีเรือขนาดใหญ่ตามไปด้วย 60 ลำ ขนาดเล็ก 255 ลำ มีลูกเรือทั้งหมด 27,870 คน แล่นเลียบชายฝั่งฟุเกี้ยน ผ่านไปยังอาณาจักรจามปา ชวา มะละกา เซมูเดรา และแลมบรีทางตอนเหนือของเกาะสุมาตรา จากนั้นเดินทางต่อไปยังเกาะลังกา กาลกัติ ขากลับได้นำคณะทูตจากเมืองเหล่านี้มาเข้าเฝ้าฯจักรพรรดิหย่งเล่อ
ในการเดินเรือแต่ละครั้ง ขากลับจะนำเครื่องบรรณาการจากเมืองต่าง ๆ มาถวายจักรพรรดิหย่งเล่อ โดยเฉพาะสัตว์จากหลาย ๆ เมืองที่ผ่าน อย่างเช่นขากลับจากการเดินเรือทางทะเลในครั้งที่ 5 เจิ้งเหอได้นำสิงห์โต เสือดาว นกกระจอกเทศ ม้าลาย และยีราฟ (โดยบอกว่าเป็น กิเลน) กลับไปถวายแด่จักรพรรดิหย่งเล่อ ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบมาก และกลายเป็นของแปลกและน่าตื่นเต้นสำหรับชาวจีนที่พบเห็นเป็นครั้งแรก
ต้นปีถัดมาเจิ้งเหอก็เริ่มออกเดินทางในครั้งที่ 2 เวลานั้นอายุ 36 ปี "ครั้งที่ 3 อายุ 38 ปี ครั้งที่ 4 อายุ 42 ปี ครั้งที่ 5 อายุ 46 ปี ครั้งที่ 6 อายุ 50 ปี ครั้งที่ 7 อายุ 60 ปี โดยครั้งสุดท้ายมีจำนวนลูกเรือ 27,550 คน ไปไกลถึงแอฟริกา
ภายหลังการเดินเรือทางทะเลในครั้งที่ 7 สิ้นสุดลง จากนั้นจีนก็หยุดดำเนินการสำรวจทางทะเล ส่วนเจิ้งเหอได้สิ้นชีวิตลงในปีค.ศ 1432 ที่อินเดีย แต่มีการสร้างหลุมฝังศพจำลองของเขาอยู่บนภูเขาในเมืองนานกิง ไม่มีศพอยู่ในนั้น มีเพียงเส้นผมและเสื้อผ้าที่เคยใช้เท่านั้น ก่อสร้างตามแบบประเพณีมุสลิม เรียกว่า เจิ้งเหอมู่ หรือ สุสานเจิ้งเหอ ซึ่งได้รับการบูรณะใหม่ในปี 1985
ในเมืองไทย เจิ้งเหอเป็นที่รู้จักกันในชื่อ เจ้าพ่อซำปอกง (ซานเป่ากง). วัดซำปอกง หรือชื่อทางการ วัดพนัญเชิงวรวิหาร ตั้งอยู่ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สาเหตุที่ชาวจีนมาเซ่นไหว้วิญญาณซำปอกงที่วัดกัลยาณมิตรเป็นเพราะความเข้าใจผิด กล่าวคือ ชาวจีนผู้นับถือพุทธศาสนากลุ่มหนึ่งได้นมัสการหลวงพ่อโตที่วัดกัลยาณมิตร แล้วเกิดความเลื่อมใส จึงได้เขียนหนังสือจีนไว้ที่หน้าวิหารว่า 'ซำปอฮุดกง' ซึ่งแปลว่าพระเจ้า 3 พระองค์ คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แต่ชาวจีนกลุ่มที่นับถือซำปอกง อ่านเห็นเป็น 'ซำปอกง' จึงคิดว่าเป็นสถานที่เซ่นไหว้วิญญาณของซำปอกง และได้มาเซ่นไหว้ซำปอกงเรื่อยมา

กองเรือเจิ้งเหอ ประกอบไปด้วยเรือจำนวนกว่า 200 ลำ ซึ่งทำหน้าที่แตกต่างกัน
ได้แก่ เรือมหาสมบัติ เป็นเรือขนาดใหญ่ เรือบรรทุกม้า เรือรบ เรือกำลังพล เรือเสบียง เรือ
บรรทุกน้ำ เป็นต้น จัดรูปตามแบบกองเรือรบในสมัยนั้น พร้อมกับลูกเรือ ประมาณ30,000คน มีเรือที่ใหญ่ที่สุดเพียง 4ลำ โดยมีขันทีผู้ใหญ่คุมเรือแต่ละลำ ประกอบด้วยบุคคลที่ทำหน้าที่ด้านต่างๆ ทั้งขุนนาง ทหาร นักการทูต นักบวช (ในศาสนาพุทธ
และอิสลาม) พ่อค้า ช่างฝีมือ แพทย์ ล่าม เป็นต้น
การเดินทางออกสำรวจโลกของกองเรือที่นำโดยเจิ้งเหอเกิดขึ้นทั้งหมด 7 ครั้ง ในระหว่างปี ค.ศ.
1405 1433 โดยแบ่งออกได้เป็น 2 ช่วง คือ ช่วงแรก ระหว่างปี ค.ศ.1405 - 1411 จำนวน 3 ครั้ง
เส้นทางการเดินเรือจำกัดอยู่ในแถบภูมิภาคเอเชียอาคเนย์และเอเชียใต้ จุดมุ่งหมายเพื่อการ
สร้างสัมพันธไมตรีที่ดีกับอาณาจักรในดินแดนแถบนี้ ได้แก่ จัมปา (เวียดนาม) อยุธยา (สยาม)
- มะละกา (มาเลเซีย) - บอร์เนียว - ชวา - สุมาตรา (อินโดนีเซีย) ลังกา (ศรีลังกา) และเมืองชาย ฝั่งตะวันตกของอินเดีย มีบันทึกไว้ว่ากองเรือของเจิ้งเหอได้เคยเดินทางมาสยาม เพื่อเจรจาให้สยามสงบศึกกับประเทศเพื่อนบ้าน


เหมาเจ๋อตง
ปฏิปักษ์คนสำคัญของเจียงไคเช็ค และนักการเมืองอีกหลายคน ไม่มีนักการเมืองคนใดมีอิทธิพลต่อจีนในศตวรรษนี้ไปยิ่งกว่าเขา เหมาเจ๋อตงเกิดเมื่อปี 1893 ในครอบครัวชาวนาเขตหูหนาน ปี 1921 ได้ร่วมก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีนขึ้น และได้ก้าวเป็นผู้นำสูงสุดของพรรค ดำรงตำแหน่งจนถึงแก่อสัญกรรมเมื่อปี 1976 ถึงแม้เหมาเจ๋อตงจะนำพาชาติให้ผ่านวิกฤตเศรษฐกิจหลังสงครามโลกมาได้ แต่ในช่วงการกระโดดครั้งใหญ่ จีนต้องประสบกับทุพภิกขภัยครั้งร้ายแรงเป็นประวัติการณ์ และในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรมก็ต้องเผชิญกับมิคสัญญียุคซ้ำเป็นคำรบ สอง ลัทธิบูชาประธานเหมาก็ถือกำเนิดขึ้นในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม ส่งผลให้เหมาเจ๋อตงมีอำนาจอย่างไร้ขีดจำกัด สามารถปกครองจีนได้ไม่ต่างอย่างจักรพรรดิองค์หนึ่ง


ขงจื้อ (ตามธรรมเนียม, 8 กันยายน 551 ปีก่อน ค.ศ. 479 ปีก่อน ค.ศ.) เป็นนักคิดและนักปรัชญาสังคมที่มีชื่อเสียงของจีน คำสอนของขงจื๊อนั้น ฝังรากอิทธิพลลึกลงไปในสังคมเอเชียตะวันออกมาเป็นเวลาถึง 20 ศตวรรษ หลักปรัชญาของขงจื๊อนั้นเน้นเกี่ยวกับศีลธรรมส่วนตัว และศีลธรรมในการปกครอง ความถูกต้องเหมาะสมของความสัมพันธ์ในสังคม และ ความยุติธรรมและบริสุทธิ์ใจ
ก่อนสิ้นใจ ขงจื๊อได้ทิ้งท้ายข้อความไว้กับ ซื่อคง ไว้ว่า "ขุนเขาต้องพังทลาย ขื่อคานแข็งแรงปานใด สุดท้ายต้องพังลงมา เหมือนเช่น บัณฑิตที่สุดท้ายต้องร่วงโรย"
ประวัติ
เมื่อขงจื๊อเกิดมาได้ สามปี พ่อที่เป็นคนสูงใหญ่แข็งแรง ก็ตายจากไป เด็กน้อยชอบเล่นตั้งโต๊ะเซ่นไหว้ ชอบเลียนแบบท่าทางพิธีกรรมของผู้ใหญ่ เมื่ออายุได้ 15 ปี ฝักใฝ่การเล่าเรียน อายุ 19 ปี ได้แต่งงานกับแม่นางหยวนกวน ในปีถัดมาได้ลูกชาย ให้ชื่อว่า คงลี้ อายุ 20 ขงจื๊อได้เป็น เสมียนยุ้งฉาง และได้ใส่ใจการความถูกต้องเนื่องจากทำงานกับตัวเลข ต่อมาได้ทำหลายหน้าที่รวมทั้ง คนดูแลสัตว์ คนคุมงานก่อสร้าง และในระหว่างที่ศึกษาพิธีกรรมจากรัฐโจว ได้โอกาสไปเยี่ยมเล่าจื๊อ ขงจื๊อมีความสัมพันธ์อันดีกับ เสนาธิบดีของอ๋องจิง และได้ฝากตัวเป็นพ่อบ้าน และได้มีการพูดคุยกับอ๋องในการวางแผน และหลักการณ์ปกครอง แต่เนื่องจากโดนใส่ความจากที่ปรึกษาของรัฐ ขงจื๊อจึงเดินทางต่อไปรัฐอื่น ภายหลังได้ฝากฝังตัวเองช่วยบ้านเมือง กับอ๋องติง และได้รับการแต่งตั้งดินแดนส่วนกลางของลู่ เป็นเสนาธิบดีใหญ่ บ้านเมืองเจริญรุ่งเรือง อาชญากรลดลง คนมีคุณธรรมและเคารพผู้อาวุโส และในระหว่างนั้น ได้มีการแบ่งแย่งดินแดน การแย่งชิงเมืองต่างๆ เกิดขึ้น ขงจื๊อได้เดินทางจากเมืองไปสู่เมืองต่างๆ เรียนรู้หลักการณ์ปกครอง และวัฒนธรรมท้องถิ่นแต่ละที่ ภายหลังได้ถูกหมายเอาชีวิต และถูกขับไล่ให้ตกทุกข์ได้ยาก และได้กลับมาสู่แคว้นลู่อีกครั้ง ขงจื๊อได้เริ่มรวบรวบพิธีกรรมโบราณ บทเพลง ตำราโบราณ และลำดับเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น และได้สอนสั่งลูกศิษย์แถบแม่น้ำซูกับแม่น้ำสี ภายหลังขงจื๊อได้ล้มป่วยหนัก และเจ็ดวันให้หลัง ได้อำลาโลก ตรงกับเดือนสี่ทางจันทรคติ ในปีที่ 16 รัชสมัยอ๋องอี้ รวมอายุได้ 73 ปี
หลักความรู้
ศาสตร์สี่แขนง
ที่ขงจื๊อวางรากฐานไว้ ได้แก่ วัฒนธรรม ความประพฤติ ความจงรักภักดี และ ความซื่อสัตย์ โดยวัฒนธรรมเน้นถึงการเคารพบรรพบุรุษและพิธีการโบราณ ยึดถือผู้อาวุโสเป็นหลัก แต่ไม่ยึดติดหรืออายที่จะหาความรู้จากคนที่ต่ำชั้นหรืออายุน้อยกว่า แปดหลักการพื้นฐานในการเรียนรู้
ได้แก่ สำรวจตรวจสอบ ขยายพรมแดนความรู้ จริงใจ แก้ไขดัดแปลงตน บ่มความรู้ ประพฤติตามกฎบ้านเมือง ประเทศต้องได้รับการดูแล นำความสงบสุขมาสู่โลก ลำดับการเรียนรู้ ได้แก่ พิธีกรรม ดนตรี ยิงธนู ขี่ม้า ประวัติศาสตร์ และ คณิตศาสตร์ คุณธรรมทั้งสาม ที่ได้จากการเรียนรู้ ได้แก่ ภูมิปัญญา เมตตากรุณา และความกล้าหาญ
สี่ขั้นตอนหลักการสอน ได้แก่ ตั้งจิตใจไว้บนมรรควิธี ตั้งตนในคุณธรรม อาศัยหลักเมตตาเกื้อกูล สร้างสรรค์ศิลปะใหม่
สี่ลำดับการสอน ได้แก่ คุณธรรมและความประพฤติ ภาษาและการพูดจา รัฐบาลและกิจการบ้านเมือง และสุดท้ายคือวรรณคดี


กบฏไท่ผิง
กบฏไท่ผิง (ปี 1850 1864 ) คร่าชีวิตผู้คนพลเมืองไปกว่า 20 ล้านคน นับเป็นหน้าประวัติศาสตร์ที่ชุ่มโชกไปด้วยเลือดอีกตอนหนึ่งของจีน ผู้นำกบฏไท่ผิงเป็นชาวฮักกา (จีนแคะ) ชื่อหงซิวเฉวียน เป็นบัญฑิตสอบตก เขาเชื่อว่าตนเองเป็นพระบุตรของพระผู้เป็นเจ้า ในคริสต์ศาสนา กบฏไท่ผิงอุบัติขึ้นในภาคใต้ของประเทศ มีเป้าหมายหลักอยู่ที่การล้มล้างราชวงศ์ชิงของแมนจู
ศรัทธาอันแรงกล้าในพระคัมภีร์และความเชื่อมั่น ในพรหมลิขิตเป็นตัวกระตุ้นผลักดันให้กองทัพกบฏไท่ผิงกำลังทำสงครามจนยึดได้มณฑล กว่างซี หูหนาน หูเป่ย อานฮุย และเจียงซู หลังตีเมืองหนานจิงได้ในปี 1853
หงซิงหยวนจึงได้ตั้งหนานจิงให้เป็นเมืองหลวงของอาณาจักรเทียนกว๋อของพวกตน แต่การทำสงครามต่อต้านแมนจูในภาคตะวันออกและภาคเหนือ กลับไม่ประสบความสำเร็จ ซ้ำร้าย ยังเกิดการแตกแยกขึ้นในหมู่ผู้นำกบฏไท่ผิง กองทัพแมนจู (ได้รับการสอนจากกองทหารของชาติตะวันตก) ยึดหนานจิงคืนได้ในปี 1864 หลังหงซิวเฉวียนเสียชีวิตลงไม่นาน
เนื่องจากกบฏไท่ผิง ยึดหลักความเสมอภาคทางสังคมของผู้คนและเคยออกกฎทางด้านจริยธรรมขึ้นหลายอย่าง (ยกเลิกประเพณีรัดเท้าของสตรี และห้ามการสูบฝิ่น) ทำให้พรรคคอมมิวนิสต์จีน ยกย่องพวกกบฏไท่ผิงว่าเป็นผู้นำในการปฏิวัติที่แท้จริง แต่การประกาศให้ลัทธิฝ่าหลุนกงเป็นลัทธิผิดกฏหมายในปี 1999 ก็ตีแผ่ให้เห็นว่าพรรคคอมมิวนิสต์จีนเองก็หวั่นเกรงพวกกบฏที่มีศรัทธาทางศาสนา เป็นแรงผลักดันให้ต่อต้านอำนาจของทางการอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน 

กองทหารแห่งราชสำนักฮั่น
กองทัพม้า
(ทางซ้าย) เป็นทหารม้าธนูของราชวงศ์ฮั่นตะวันออก มีฝีมือในการต่อสู้บนหลังม้าอยู่ในขั้นยอดเยี่ยม และในสมัยสามก๊กทหารเหล่านี้มักประจำการอยู่ชายแดนทางเหนือ เนื่องมาจากต้องทำสงครามกับพวกคนนอกด่ีาน กองกำลังเหล่านอยู่ภายใต้การควบคุมของ กองซุนจ้าน และม้าเท้ง
(ทางขวา) เป็นทหารม้าทะลวงของราชวงศ์ฮั่นตะวันออก มีหน้าที่่ในการบุกเข้าไปใจกลางข้าศึก มีฝีมือการรบบนหลังม้ายอดเยี่ยมไม่แพ้ทหารม้าธนู ทหารเหล่านี้ส่วนใหญ่จะอยู่ภาคกลางมีหน้าที่ในการทำสงครามต่างให้กับกองทัพเมืองหลวง ทหารม้าเหล่านี้อยู่ในสังกัดของ โจโฉ อ้วนเสี้ยว ลิโป้ และยอดขุนศึกต่างๆในยุคนั้น

รถม้าศึก เป็นรถศึกที่ใช้ในการทำสงครามของราชสำนักฮั่น มีมาตั้งแต่สมัยโบราณครั้งยุคราชวงศ์โจว แต่ในสมัยฮั่นรถรบเหล่านี้พอได้น้อยมาก กองทัพรถรบแบบนี้สามารถทำให้บุกโจมตีข้าศึกได้ด้วยความรวดเร็ว กองทัพส่วนใหญ่ที่พบการใช้กองทัพรถม้าศึกนั้น มีแค่กองทัพในเมืองหลวงเพียงเท่านั้น นอกจากนั้นเป็นเพียงทหารม้า ดั่งที่ได้ลงไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ในเรื่องสามก๊กมีคนที่เราเห็นใช้รถม้าศึกมีเพียง โจโฉ ตั๋งโต๊ะ พระเจ้าโจมอ เป็นต้น

กองทหารในยุคสมัยสามก๊ก
ทหารออกศึกในยุคสามก๊ก เป็นกองทหารที่เข้าร่วมในสมัยที่ดินแดนถูกแบ่งออกเป็น 3 การแต่งตัวการใส่เกราะจะมีลักษณะแตกต่างกันออกไป ภายในภาพแสดงให้เห็นถึงทหารทางเหนือ ของประเทศจีนมีทั้ง ทหารเดินทัพ ทหารม้า หน่วยเสบียง กองทัพของสมัยสามก๊กการแต่งกายขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมและ สภาพอากาศ เพราะการแต่งตัวของทหาร มีความสำคัญมีผลทำให้การเดินทัพ การเข้าประจันบา

ทหารออกศึกในยุคสามก๊ก เป็นทหารราบของกองทัพฮั่นตะวันออก มีหน้าที่ในการปกป้องกองทัพต่างๆ โดยมีมาตั้งแต่ยุคของพระเจ้าฮั่นกองบู๊ ใช้มาจนถึงช่วงสุดท้ายของราชวงศ์ ทหารในภาพที่เห็นนั้นเป็นทหารที่รักษาอยู่บริเวณหัวเมืองต่างๆของราชธานี ทหารเหล่านี้มักถูกเกณฑ์มาจากชาวนา หรือชาวบ้านเมื่อยามสงครามทหารจำพวกนี้จะต้องเป็นกองหน้าในการบุกเข้าตี
|