เตงงาย - Deng Ai A.D. 197-264
เติ้นอาย (เต่งไอ่..พ.ศ. 740 - พ.ศ. 807) จื้อ (ชื่อรอง) ซื่อไต้ (สือไต่) คนชาวเมือง อี้หยานจว้อหยาน (งี่เอี้ยงจ่อเอี้ยง) ปัจจุบันคือเมือง ซินหย่า มณฑล เหอหนาน
เมื่อตอนเด็กกำพร้าบิดา ครอบครัวยากจน ศักราช เจี้ยนอัน ปีที่ 13 พ.ศ. 751 โจโฉ ได้บุกโจมตีเมือง เกงจิ๋ว เขาได้ร่วมกับประชาชนพลเมืองหลบหนีภัยไปทางเหนือ
เต็งงาย กับมารดาได้ตามประชาชนอพยพไป ณ เมือง หนี่หนาน (หลื่น้ำ) ปัจจุบันคือเมือง ซ่านไฉ (เจี่ยฉั่ว) ในมณฑล เหอหนาน
ถูกจับเป็นกรรมกรชาวนา (ผู้บุกเบิกปรับปรุงพื้นที่ทางทหาร)
เนื่องด้วยอายุยังน้อย เขาได้ทำหน้าที่เป็นเด็กเลี้ยงควาย
แต่เขาเป็นเด็กที่มีความมานะพยายาม ตั้งใจฝึกฝนด้วยประสบการณ์ของตนมาเป็นความรู้เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต
เมื่ออายุได้ 12 ขวบ เขาได้ติดตามมารดาไปบุเบิก ณ เมือง อิ้นชวน (เอ้งชวง) ระหว่างทางได้เห็นป้ายหลุมศพปู่ของ เฉินฉวิน (ตั่งคุ้ง), เฉินซี่ (ตั่งซิก) เขียนตัวหนังสือว่า ซื่อฟาน (สี่หวาม..แบบอย่างแห่งโลกา) และ สือซี่ (สือเส็ก..แบบอย่างแห่งบัณฑิต) มีความประทับใจยิ่ง
จึ่งได้ตั้งชื่อตนเองว่า ฟาน ชื่อรองว่า สือซี่ ภายหลังเหล่าชาวบ้านเดียวกันพากันเรียกเขาว่า เติ้นฟาน (เต่งหวม) และเพี้ยนมาเป็นชื่อ เต็งงาย
เต็งงาย แม้จักยากจนย่างไรก็ตาม แต่เขาได้พยายามใฝ่หาความรู้ได้มีโอกาสศึกษาเล่าเรียน ด้วยความตั้งใจศึกษามีปัญญาฉลาดหลักแหลม ไขว่คว้าหาตำรามาศึกษามากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งตำราพิชัยสงคราม
ขณะนั้นมีขุนนางควบคุมการบุกเบิกพื้นที่ทางทหาร และผู้ตรวจราชการ มองเห็นความขยันหมั่นเพียรใฝ่หาความรู้ของ เต็งงาย
จึ่งได้สนับสนุนให้ทุนแก่ เต็งงาย ในการศึกษาเล่าเรียน
เมื่อ เต็งงาย เริ่มโตเป็นหนุ่ม ได้ถูกคัดเลือกเป็นบัณฑิตนักศึกษาประจำเมือง
แต่เนื่องจากว่าขณะนั้นเป็น เต็งงาย เด็กหนุ่มพูดจาปราศัยค่อยข้างติดอ่าง จึ่งมิได้รับเลือกให้ทำราชการ แต่ถูกคัดเลือกให้ไปดูแลนาข้าวและกำจัดวัชระพืช
แต่ละวัน เต็งงาย ต้องข้ามเนินข้ามลำธารไปดูแลพื้นที่ เต็งงายมักคิดถึงตำราพิชัยสงครามที่ได้ร่ำเรียนมา ใช้ไม้วาดขีด ๆ เขี่ยน ๆ บนพื้นดินสมมติว่าเป็นการทำศึกวางแผนวิทยายุทธ วางแผนดูทำเลการตั้งค่าย หาทำเลดูจุดยุทธศาสตร์ของการทำศึก ผู้คนที่เดินผ่านไปมา ต่างหัวเราะเยาะความคิดการกระทำของเขา
ต่อมา โรคติดอ่างของเขาหายขาด จึ่งได้รับตำแหน่งให้ดูแลเรื่องการเกษตรวางแผนการทำนาของ แต่ละปี ผลงานของเขาถูกรายงานไปให้ทางพระราชสำนักพิจารณา
ช่วงปลายศักราช ชินหลง (แชเล้ง) ปีที่ 3 พ.ศ. 778 ขณะที่ เต็งงาย กำลังปฏิบัติตามหน้าที่ที่ได้รับมา ผลงานของเขาได้แตะตา สุมาอี้
สุมาอี้ ได้รีบแต่งตั้งเขาร่วมกลุ่มกับขุนนางของเขาในตำแหน่ง ไท่เว่ย (ไท้เอว่ย) มินานก็ได้เลื่อนรับตำแหน่งเป็น ซ่านซือหลาน (เซี่ยซือนึ้ง..อาลักษณ์)
ขณะนั้นเขาได้บุกเบิกพื้นที่ป่าคงพงดินเป็นพื้นที่การเกษตรเป็นจำนวนมาก ได้รับผลผลิตธัญพืชมากมาย
ทางพระราชสำนักได้โปรดให้ เต็งงาย ไปบุกเบิกถึงดินแตน เฉิน (ตั้ง) ปัจจุบันคือ เว่ยหยาน ในมณฑล เหอหนาน, ดินแดน เสี้ยน (หั่ง) ปัจจุบันคือเมือง ซานคิว ในมณฑล เหอหนาน, และสุดตะวันออกถึงเมือง โซ่วชุน (ซิ้วชุง) ปัจจุบันคือเมือง โซ่วเสี้ยน ในมณฑล อันเฟย,
การทำงานของ เต็งงาย มักมีจุดเริ่มต้นที่แน่วแน่มั่นคง มีความพากเพียรพยายามสำเร็จในบั้นปลาย รู้จักการพิจารณาวางแผนที่ดี
ภายหลังเมื่อประสบความสำเร็จ เขาได้เขียนตำรา เจ้เหอหลุน (เจ่ฮ่อลุ้ง) อันเป็นผลประโยชน์แก่ชนรุ่นหลังในการพัฒนาผืนแผ่นดิน การทดน้ำทำชลประทาน ควบคุมทางน้ำไหลเพื่อยังความมีประโยชน์แก่การพื้นที่เพาะปลูก
เขาได้ควบคุมเหล่ากสิกร 20,000 คนทำนา ณ ดินแดน เว่ยเป่ย (ห่วยปัก), 30,000 คน ณ ดินแดน เว่ยหนาน (ห่วนน้ำ), และอีก 40,000 คนร่วมทำนา และร่วมการฝึกฝนทางทหาร
ความสำเร็จและผลประโยชน์ของเขานี้ ได้ถูก สุมาอี้ ควบคุมอีกที
ภายหลัง สุมาอี้ได้มอบตำแหน่งให้เขาเป็น กุนซือ ร่วมพิชิตตะวันตก
และด้วยเวลามินาน เขาได้รับตำแหน่งเป็นข้าหลวงผู้ควบคุมเมือง หนานอันกุ๋น (น่ำอังกุ๋ง) ปัจจุบันคือดินแดน หลงซี ในมณฑล อันเฟย มีอำนาจเด็จขาดการทนุบำรุงพื้นที่ และการทหาร
ศักราช เจียผิน (เกียเพ้ง) ปีที่ 1 พ.ศ. 792 แม่ทัพ จ๊ก เกียงอุย ได้ยกทัพมาบุกดินแดน วุย
เต็งงาย ได้นำกองกำลังไปร่วมต้านศึก ต่อเมื่อกองทัพ จ๊ก ถอนกลับ แท่ทัพหน้าผู้ควบคุมกองทัพ วุย คือขุนทัพพิชิตตะวันตก กวอจุ่น (ก๊วยจุง) ได้ตระเตรียมการกวาดล้างทหาร จ๊ก ที่เหลือ และยกทัพไปปราบปรามชนเผ่า เจียน (เกียง) ที่ร่วมกบฏ
แต่ เต็งงาย มีความคิดเห็นว่า กองทัพของข้าศึกเพิ่งยกกลับไป จักรวบรวมพลยกทัพกลับมาโจมตีกองทัพ วุย อีกได้ แม่ทัพ กวอจุ่น จึ่งได้ให้ เต็งงาย คุมทัพรักษาการณ์ ณ ลำน้ำ เป่ยสุย (ปั๊กจุ้ย)
3 วันต่อมา กองทัพ จ๊ก โดยนายทัพ เลียวฮว่า (เลี่ยวห่วย) ก็ได้คุมกองกำลังมาตั้งมันสร้างค่าย ณ ฝั่งน้ำทางด้านใต้ของแม่น้ำ เป่ยสุย ประจันหน้ากับทัพของ เต็งงายทางด้านฝั่งเหนือ
พร้อมกับตัดไม้โค่นต้นไม้เพื่อจักสร้างสะพานข้ามลำน้ำ เต็งงาย ได้ออกความเห็นแก่เหล่านายทัพว่า
บัดนี้ ทัพ จ๊ก ยกกลับมาบุก กองทัพเรากองกำลังน้อย ตามตำราพิชัยยุทธ ควรจำรีบข้ามลำน้ำมาบดขยี้เรา แต่กลับทำทีอ้อยอิ่งตัดไม้ทำสะพานข้าม
ดู ๆ พฤติกรรมการสร้างสะพานของ เลียวฮว่า ครั้งนี้คงเป็นการแสแสร้ง จุดมุ่งหมายคือการแตะถ่วงพวกเรา กองทัพ จ๊ก ส่วนใหญ่จักต้องมุ่งโจมตีตะวันออกทางเมือง เทียวเฉิน (เชียวเซี้ย)
เมือง เทียวเฉิน อยู่ทางตอนเหนือของลำน้ำ เป่ยสุ่ย ห่างจากที่ตั้งค่ายของ เต็งงาย ประมาณ 60 ลี้
เต็งงาย จึ่งรีบนำทัพไปทางเมือง เทียวเฉิน เดินทางทั้งกลางวันและกลางคืน
รุ่งขึ้นวันต่อมา กองทัพ จ๊ก ส่วนใหญ่นำโดยแม่ทัพ เกียงอุย ก็ได้ยกบุกมาโจมตีเมือง เทียวเฉิน
เนื่องจาก เต็งงาย ได้รีบด่วนยกทัพมาจัดกาป้องกันเมือง เทียวเฉิน กองทัพ จ๊ก ได้บุกโจมตีหลายครั้งล้วนพ่ายแพ้กลับไป
เต็งงาย มีความชอบในการศึกครั้งนี้ จึ่งได้รับตำแหน่งเป็น กวนเน่ยโฮ่ว (กวงไหลโหว..เจ้าในด่าน) และมียศศักดิ์เป็นแม่ทัพ เทาลู่เจียนจวิน (ถ่อลู้เจียงกุง)
ภายในศักราช เจิ้นซี่ (เจี้ยสี่) ปีที่ 5 พ.ศ. 787 พระเจ้า เชาซาน (เฉ่าซ่วง) ได้พยายามยึดอำนาจทหารภายใต้การปกครองของ สุมาอี้
ทรงโยกย้าย เต็งงาย ไปเป็นเจ้าเมืองเล็ก ๆ เมือง เฉินหยานกุน (เซ่งเอี่ยงกุ๋ง)
ภายหลัง สุมาอี้ ได้ยึดอำนาจกลับ
มินานนัก ชนเผ่า ซงหนู (เฮืองโน้ว) ทางชายแดนตอนเหนือ ซึ่งได้รวบรวมชนเผ่าต่าง ๆ ปกครองกันเอง แต่อีกมินาน ก็เกิดความขัดแย้งกันเองภายในชนเผ่า
เต็งงาย ได้ให้ความคิดเห็นว่า ให้ถือโอกาสความวุ่นวายภายในของชนเผ่า ซงหนู
แต่งตั้งหัวหน้าผู้นำของชนเผ่าเป็นเจ้า 2 นาย แต่ให้ขึ้นกับราชวงศ์ วุย โดยการให้ประทานตราตั้ง
และให้ความเห็นการปกครองให้ความสำคัญการรวบรวมชนเผ่าต่าง ๆ เหล่านี้ ด้วยการแต่งตั้งหัวหน้าชนเผ่าเป็นขุนนางของพระราชสำนัก
ความเห็นนี้ถูก สุมาอี้ เห็นชอบด้วย มินาน สุมาอี้ ก็ได้แต่งตั้ง เต็งาย เป็นข้าหลวงผู้ตรวจการณ์แห่งเมือง หนี่หนานกุน
เต็งงาย เมื่อได้เป็นเจ้าเมือง หนี่หนาน ได้คิดถึงขุนนางเก่าที่เคยช่วยเหลือออกทุนการศึกษาให้เมืองสมัยเด็ก
แต่ขุนนางเก่านี้ถึงแก่กรรมเสียแล้ว เต็งงาย จึ่งได้แต่งตั้งบุตรของขุนนางเก่าเป็น กุนซือ ที่ปรึกษาการวางแผน และให้ทรัพย์สินเงินทองจำนวนมากแกมารดาของเขา เป็นการตอบแทนพระคุณ
เต็งงาย ถือโอกาสขณะนั้น สั่งสมสร้างน้ำใจผู้คนมีความขยันขันเข็ง ช่วยกันบุกเบิกพื้นที่ที่รกร้างอีกจำนวนมาก ได้รับผลประโยชน์มหาศาล
ศักราช เจียผิน (เกียเพ้ง) ปีที่ 5 แม่ทัพ ง่อ จูกัดเค่อ (จูกกั๊วะเกะ) ได้ยกทัพมาโจมตีดินแดน จ๊ก แต่พ่ายแพ้กลับไป
เต็งงาย ได้กล่าวกับ สุมาสู ว่า ให้ดูซิ จูกัดเค่อ กลับไปครั้งนี้คงต้องถูกฆ่าตาย และเมื่อ จูกัดเค่อ กลับไปถึง ง่อ ก็ถูกลงโทษประหาร
ต่อมา สุมาสู ก็ได้แต่งตั้ง เต็งงาย เป็นข้าหลวงตรวจการเมือง กุนจิ๋ว ประทานพระยศว่า จิ้นเว่ยเจียนจวุน (จิ้งเอว่ยเจียงกุง..แม่ทัพรุ่งเรืองอำนาจ)
เดือนที่ 1 ศักราช เจิ้นหยวน (เจี้ยง้วง) ปีที่ 2 พ.ศ. 798 วู่คิว (บ่อคิว) และพรรคพวก เป็นกบฏทรยศต่อตระกูล ซือหม่า ได้ส่งทูตมาชักชวน เต็งงาย
เต็งงาย ได้ฆ่าทูต และรีบยกทัพไปยึดมั่น ณ เมือง เล่อเจียเฉิน (หลักเกียเซี้ย) ซ่อมแซมสะพานเตรียมต้อนรับกองทัพ
กองทัพของ สุมาสู ก็รีบยกมาอย่างรวดเร็ว มาต่อต้านปราบปรามกองทัพกบฏ มินานก็โจมตีกองทัพของนายทัพ เจี้ยนจิน (เจี้ยงคิม) แตกพ่ายไป
ภายหลังการศึกนี้ เต็งงายได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็น ฉานสุ่ยเสี้ยวเว่ย (เชี่ยงจุ้ยเฮ้าเอว่ย) และด้วยมีความชอบในกองทัพ จึ่งได้รับตำแหน่งเป็นเจ้า เฉินเซียนโฉ่ว (เซี่ยงเฮียโหว) มียศเป็น แม่ทัพอานซี (อังซีเจียงกุง)
ศักราช กันลู่ (กำโล่ว) ปีที่ 1 พ.ศ. 799 แม่ทัพ จ๊ก เกียงอุย ได้ยกทัพมาโจมตี วุย ทาง เต๋อเต้า (เต็กเต๋า)
เจ้าเมือง หย่งโจว (ย่งจิว) แห่ง วุย หวางจิน (เฮ่งเก็ง) ได้รับพระราชโอการออกรับศึก ถูกข้าศึกล้อมอยู่ในอันตรายคับขัน
สุมาเจียว ได้สั่ง เต็งงาย ยกกองทัพหนุนไปช่วย เต็งงาย ได้ยกทัพไปถึงแนวหน้า ใช้ความสามารถมิเท่าไหร่ก็สามารถตีกองทัพของ เกียงอุย แตกพ่ายไป ช่วย หวางจิน รอดออกมาได้
สุมาเจียว ได้แต่งตั้ง เต็งงาย เป็นแม่ทัพแห่ง อันซี และควบตำแหน่ง จงเจียนเสี้ยวเว่ย (ตังเกียงเฮ้าเอว่ย) ควบคุมชนเผ่า เกียน ตะวันออก จุดประสงก็คือเป็นแม่ทัพควบคุมดินแดนทางฝ่ายตะวันตก
ขณะนั้น เหล่าขุนศึกทั้งหลาย ต่างมั่นใจว่าเมื่อ เกียงอุย พ่ายแพ้กลับไป คงมิมีความสามารถกลับมาตี วุย ได้อีก
แต่ เต็งงาย หาคิดเช่นนั้นไม่ เต็งงาย กลับเห็นว่า เกียงอุย มีความมานะพยายาม คงต้องกลับมาตี วุย อีก เต็งงาย จึงจัดแจงการทัพฝึกทหารเตรียมออกศึกพร้อมอยู่เสมอ
แล้วมินาน เกียงกุย ก็ได้ยกทัพมาโจมตี วุย ทางเขา จีซาน (กีซัว) และเมื่อเห็นกองทัพ วุย มีการเตรียมพร้อมเข้มเข็ง
เกียงอุย ก็ได้หันทัพไปสู่เมือง หนานอัน (น่ำอัง) เต็งงาย ก็รีบยกทัพไปแย่งชัยภูมิ ณ อู่เฉินซาน (บู๊เซ่งซัว)
เกียงอุย จึ่งได้หันทิศมุ่งสู่ตะวันออกข้ามลำน้ำ เว่ยสุ่ย (อุ่ยจุย) มุ่งโจมตี ซ่านปัน (เจี่ยปัง)
เต็งงาย รู้ทัน รีบยกกองทัพไปต้านรับ ณ หุบเขา เจี้ยกู่ (เกี่ยกก) ตีกองทัพ จ๊ก แตกพ่ายไป
เกียงอุย จำต้องยกกองทัพที่บอบช้ำกลับไป
สุมาเจียว ได้เลื่อนตำแหน่งให้ เต็งงาย เป็น แม่ทัพ เตี้ยนซี (เตี้ยงไซเจียงกุง..แม่ทัพควบคุมตะวันตก) ควบคุมการทหารของแต่ละหัวเมือง มีบรรดาศักดิ์เป็นเจ้า เติ้นโฮ่ว (เต่งโหว) มีศักดินา 6,600 ครัวเรือน
ศักราช กันลู่ (กำโล่ว) ปีที่ 2 เต็งงาย ตีทัพ เกียงอุยแตกอีก ณ กำแพงเมืองจีน
ศักราช จิ่นหยวน (เก่งง้วง) ปีที่ 3 พ.ศ. 805 เต็งงาย ชนะศึก เกียงอุย อีก ณ โฮ่วเหอ (โหวฮั้ว)
การชนะศึกต่อ เกียงอุย หลาย ๆ ครั้ง เริ่มทำชื่อเสียงของ เกียงอุย เสื่อมทรามลง
เกียงอุย เมื่อภายหลังพ่ายแพ้การศึก กลับมิกล้ายกกองทัพกลับสู่ เฉินตู (เซ่งโตว..เซงโต๋)
ขณะเดียวกัน เขาก็ได้ตั้งมั่นกองทัพให้ชนชาว จ๊ก ล้อมรอบเป็นกันชน แสดงถึงผลว่าความตั้งใจของ เกียงอุย ต่อการพิชิตศึกทางเหนือมิประสบความสำเร็จ
ประวัติศาสตร์ได้บันทึกว่า อำนาจที่แท้จริงในขณะนั้น ล้วนอยู่กับทางกองทัพของ วุย
ฤดูใบไม้ร่วง ศักราช จิ่นหยวน ปีที่ 4 พ.ศ. 806 แม่ทัพใหญ่แห่ง วุย สุมาเจียว ตั้งปณิธานอันแน่วแน่โค่นล้มทำลาย จ๊ก ลง
ขณะนั้น เต็งงาย มีอายุได้ 66 ปี การปฏิบัติตั้งใจและการชนะศึกต่อ จ๊ก หลายครั้ง แต่ก็ยังมิสามารถโค่น จ๊ก ลงโดยเด็ดขาด
เขาได้ให้เหตุผลว่า เพราะว่าการเมืองภายในพระราชสำนักของ จ๊ก ยังมีระเบียบแบบแผนมิวุ่นวาย
แต่เขากลับกลายเป็นที่เพ่งเล็งสงสัยของ สุมาเจียว เพราะว่าหลายปีที่ผ่านมานี้ เขาสามารถเอาชนะศึก จ๊ก ได้หลายครั้ง แต่ทำไมมิสามารถโค่น จ๊ก ลงได้
การโค่น จ๊ก ได้หรือมิได้นั้น มีความสำคัญต่อเขายิ่ง หากมีชัยชนะ ก็จักมีชื่อเสียงอันสุดโด่งดัง แต่ถ้าพ่ายแพ้ต่อ จ๊ก ความมีชื่อเสียงของเขาก็จักไร้ที่กลบฝัง
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การมีแม่ทัพอีกคนเป็นคู่แข่งคู่อิจฉาริยาดั่งเช่น จงโฮย
เมื่อปีนั้นขณะที่ จงโฮย มีอายุได้ 39 ปี จงโฮย ได้มีเรื่องบาดหมางกับ เต็งงาย
สุมาเจียว จึ่งได้ฉวยโอกาสความบาดหมางนี้ แต่งตั้ง จงโฮย เป็นขุนศึกแม่ทัพผู้พิชิต จ๊ก นำกองทัพสิบหมื่นจาก เชียก๊ก, ลกก๊ก, มาสู่ ฮันต๋อง
และสั่ง เต็งงาย กับเจ้าเมือง ยงจิ๋ว จูกัดเก๊ก นำทัพสามหมื่นเป็นกองหนุน จาก หลงอิ๋ว มาโค่น จ๊ก
การวางหมากวางแผนของ สุมาเจียว ครั้งนี้ เพื่อต้องการให้กองทัพทั้งสองฝ่ายต่างควบคุมกันเอง เพื่อการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น
ก่อนนำทัพออกศึกนั้น สุมาเจียว ได้มอบอำนาจให้ทั้งสองฝ่ายเท่าเทียมกัน ถ้าใครมีโอกาสช่วงโจมตีเมื่อไหร่ มิจำเป็นต้องให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งรับรู้
ขณะนั้น กองกำลังส่วนใหญ่ของ จ๊ก ถูกควบคุมโดยแม่ทัพ เกียงอุย ต่างปักหลักมั่นคง ณ กันสง (กำซ้ง), ต้าจง (ทะตง),
สุมาเจียว ต้องการให้ เต็งงาย ขัดขวางกองทัพของ เกียงอุย เพื่อที่ จงโฮย จักบุกเข้า จ๊ก อย่างง่ายดาย
เมื่อ เต็งงาย ได้รับคำสั่ง ก็รีบนำกองทัพไปโจมตีค่ายทหารของ เกียงอุย
แต่ เกียงอุย กลับรู้ทันกลศึก รู้ดีว่าหากกองทัพของ จงโฮย บุกเข้า ฮันต๋อง ได้ ก็จักวางแผนพิชิตศึก จ๊ก โดยการบุกโจมตีกองทัพของ จูกัดจู๋
ภายหลังกองทัพของ จงโฮย ถูกตรึงอยู่ ณ ช่องเขา เกี๊ยมกก มิสามารถบุกต่อไปได้ และด้วยนานวันเสบียงอาหารหมดลง เหล่าทหารได้รับความอดอยากแสนสาหัส
จงโฮย กำลังเตรียมการจักถอนทัพ
ขณะนั้น เต็งงาย ก็ได้คิดวางแผนอ้อมเดินทัพทางเล็ก อินผิน (อิมเพ้ง) มุ่งสู่เมือง ฟูเฉิน (พู่เซี้ย) โจมตีเมือง เซง โต๋ โดยตรง
เขาได้รายงานแผนการศึกนี้ไปสู่ สูมาเจียว และตระเตรียมกองทัพเตรียมการพิชิตศึก จ๊ก
เดือนที่ 10 เต็งงาย นำทัพเดินทางสู่ทางหน้าผา อินผินเต้า สิ้นระยะเวลาการเดินทางนับเป็นปี
เป็นทางเล็ก ๆ ที่มิมีผู้คนสัญจรไปมา เป็นระยะทางถึง 700 ลี้ เหล่าพลทหารต้องบุกเบิกถางพงสร้างสะพานข้ามหุบเขา หน้าผาสูงหุบเหวลึก เป็นที่ยากลำบากแก่การเดินทางอย่างยิ่ง
อีกทั้งเสบียงกรังอาหารก็น้อยลงและหายากยิ่ง เป็นที่ลำบากและอันตรายอย่างยิ่ง
ส่วนตัว เต็งงาย ก็นำทัพด้วยความยากลำบาก มีคำสั่งให้เหล่าทหารโค่นต้นไม้ทำสะพานข้ามห้วยเหวลึก เหล่าทหารผู้กล้าต่างเดินทางทำงานด้วยความยากลำบาก คืบก้าวไปข้างหน้าทีละนิดทีละคืบ
ขณะที่ เต็งงาย เดินทางก้าวหน้าไปอย่างยากลำบาก นายทหารผู้เฝ้าเส้นทางของฝ่ายข้าศึก เห็นกองทัพของ เต็งงาย ยกมาจำนวนมาก ก็มิกล้าต่อสู้
นายทัพ หม่าเหมา (เบ่เม้า..ม้าเหมา) ก็ยอมสวามิภัคดิ์ต่อ เต็งงาย กองทัพอันยิ่งใหญ่ของ เต็งงาย ก็มุ่งเดินหน้าต่อไป
แม่ทัพรักษาด่านของ จ๊ก จูกัดเจียน (จูกัวะเจียม..บุตร จูกัดเหลียง) ก็ได้ตั้งค่ายตั้งรับอยู่ ณ จิ้นเต๋อ (กิ่มเต็ก)
เต็งงาย สั่งบุตรชาย เต็งต๋อง ซือหม่าซือซ่วน (ซีเบ่ซือย่าง) ไปโจมตีข้าศึก แต่ได้รับกาพ่ายแพ้กลับมา
เต็งงาย โกรธยิ่ง สั่งประหารสองขุนศึก
สองขุนศึกรีบรุดหน้ากลับไปโจมตีข้าศึก สามารถพิชิตตัดศีรษะของ จูกัดเจียน กองทัพ จ๊ก แตกพ่าย
เต็งงาย เคลื่อนทัพไปถึง ลั่วเสี้ยน (ลกกุ่ย) ปัจจุบันอยู่ใกล้เคียงกับเมือง กว่านฮั่น
พระเจ้า เล่าเสี้ยน ทรงส่งทูตนำพระราชลัญจกรตราหยกมาขอสวามิภัคดิ์
เดือนที่ 11 เต็งงาย ยกกองทัพมาตั้งค่ายนอกกำแพงเมือง เซงโต๋ พระเจ้า เล่าเสี้ยน ทรงนำเสด็จเหล่าเจ้าชายหญิงพระญาติพร้อมด้วยเหล่าขุนนาง ทรงผูกมัดข้อมือของพระองค์ ด้านหลังตระเตรียมโลงศพ เสด็จมา ณ หน้าค่ายของ เต็งงาย
เต็งงาย ออกมาหน้าค่าย แก้เชือกผูกมัดพระเจ้า เล่าเสี้ยน ออก เผาโลงศพทิ้ง เป็นการต้อนรับการยอมสวามิภัคดิ์ของพระเจ้า เล่าเสี้ยน
แล้ว เต็งงาย ก็จัดระเบียบการบริหารขุนนาง จ๊ก พลเมือง จ๊ก จัดการบริหารการเพาะปลูกเพิ่มผลผลิต
เดือนที่ 12 ของปีนั้น สุมาเจียว ได้แต่งตั้ง เต็งงาย ดำรงตำแหน่ง ไท่เว่ย (ไท้เอว่ย) มีศักดินา 20,000 ครัวเรือน
ส่วนบุตรทั้งสองของ เต็งงาย มีตำแหน่งเป็น ถินโฮ่ว (เต่งโหว) มีศักดินา 2,000 ครัวเรือน
ความสำเร็จของ เต็งงาย เป็นที่อิจฉาของขุนนางหลายฝ่าย ดั่งเช่น จงโฮย, หูเลี่ย, ซือซ่วน,
ต่างถวายฎีกาว่า เมือตอนที่ เต็งงาย จัดแจงบ้านเมือง ณ เซงโต๋ นั้น ด้วยอำนาจพละการ มิแจ้งให้ทางพระราชสำนักทราบ มีท่าทีเป็นกบฏ
สุมาเจียว มีคำสั่งจับ เต็งงาย ขังรถนักโทษย้ายกลับเมืองหลวง
และสั่งให้กองทัพทั้งหมดของ เต็งงาย ไปขึ้นกับกองทัพของ จงโฮย
มินาน จงโฮย ถูกพวกกบฏฆ่าตาย ณ เมือง เซงโต๋ว
บริวารที่ภัคดีต่อ เต็งงาย สองพ่อลูก ได้แย่งชิงตัว เต็งงาย ระหว่างทาง
ถูกผู้คุมนักโทษฆ่าตายทั้งคู่
บุตรของ เต็งงาย ณ นคร ลกเอี้ยง ก็ถูกประหาร
ส่วนภรรยาและหลานได้หลบหนีไปทางตะวันตก
วิจารณ์ : เต็งงาย นั้นเกิดมาตัวเปล่ายากจน แต่มีความวิริยะอุตสาหะศึกษาวิชาค้นคว้าด้วยตนเอง เป็นที่แตะตาแก่ตระกูล สุมา เมื่อได้พบเห็น จึ่งได้มีโอกาสเข้ารับราชการมีตำแหน่งหน้าที่ก้าวหน้ามาโดยตลอด นับได้ว่าตระกูล สุมา สามารถดูคน รู้จักใช้คนทำหน้าที่ต่าง ๆ กัน เต็งงาย ชั่วชีวิตนับได้ว่าเสียงเป็นเสี่ยงตายเพื่อรับใช้ตระกูล สุมา ด้วยความจงรักภัคดี แต่เนื่องจาก เต็งงาย เป็นที่อิจฉาของคู่แข่งอีกหลาย ๆ ฝ่าย และถูกใส่ไฟให้ร้ายแก่ตระกูล สุมา มีความระแวงในตัวของเขา ผลที่สุดชีวิตบั้นปลายจึ่งต้องได้รับเคราะห์กรรม เมื่อดูจากอุปนิสัยของ เต็งงาย เปรียบเทียบกับแม่ทัพร่วมศึกกัน จงโฮย ย่อมแตกต่างกันยิ่ง