ความเป็นมาของสามก๊ก

สามก๊ก นับเป็นอีกหนึ่งผลงานการประพันธ์อันยิ่งใหญ่ของจีน ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันว่าเป็นนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ ชั้นเอก ที่เขียนถึงในช่วงราชวงศ์หมิง โดยปลายปากกาของ หลอกวนจง ในนวนิยายเรื่องนี้ประกอบไปด้วย เรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงประมาณ 30% และคาดว่าเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นเองอีกประมาณ 70% อย่างเช่น หนังสือบางฉบับกล่าวว่า อาวุธของกวนอู นั้นหนักราวๆ 40 กิโลกรัม, เรื่องราวเกี่ยวกับความสามารถของ ลิโป้ ม้าของ เล่าปี่ ที่มีอยู่จริงบนเนินหงส์ร่วง และนอกนั้นก็อาจเป็นเรื่องราวที่แต่งขึ้นทั้งหมด

อาจกล่าวได้ว่าประวัติศาสตร์ในยุคสมัยนั้นเป็นยุคทองของเหล่าทหารและนักรบ และถึงแม้ว่า เรื่องนี้จะเกิดขึ้นมานานกว่า 1700 ปีแล้วก็ตาม แต่ชื่อของตัวละครต่างๆ เช่น เล่าปี่, โจโฉ, กวนอู, เตียวหุย, และ ขงเบ้ง ก็ยังกลายมาเป็นชื่อที่ชาวจีนนิยมใช้เพื่อตั้งเป็นชื่อของคนในครอบครัวอย่างเห็นได้ทั่วไป เรื่องราวแห่งความกล้าหาญ และการผจญภัยอันน่าตื่นเต้นของเหล่านักรบและทหารทั้งหลายนั้น ได้กล่าวเอาไว้แล้ว ในนวนิยายเรื่องเยี่ยม เรื่องนี้ “สามก๊ก”

อีกหนึ่งเหตุการณ์ที่สุดแสนโกลาหลและวุ่นวายมากที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติจีน อันเป็นเหตุไปสู่การสิ้นสุดของราชวงศ์ฮั่น ซึ่งเกิดการทุจริตกันอย่างกว้างขวางในราชสำนัก เนื่องจากเหล่าขันทีได้ยึดกุมอำนาจไว้ในครอบครอง ประกอบกับเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม โรคระบาด และฝูงแมลงที่เข้ามากัดกินและทำลายพืชผลของชาวนา ปัญหาความอดอยาก และความไม่พอใจของชาวนาที่ไม่ได้รับความช่วยเหลืออย่างเป็นธรรม ไม่นานนัก จึงได้เกิดการก่อกบฏขึ้น ซึ่งก็ได้ลุกลามและแผ่ขยายออกไปอย่างกว้างขวางรวดเร็ว โดยกองทัพกบฏนี้เป็นที่รู้จักกันในชื่อว่า “กองทัพกบฏโจรโพกผ้าเหลือง” โดยผู้นำกองทัพกบฏคือ เตียวก๊ก (สาเหตุที่เรียกว่า “กองทัพกบฏโจรโพกผ้าเหลือง” เพราะว่า ทุกคนในกองทัพกบฏนี้จะโพกผ้าสีเหลืองไว้บนศีรษะ)

แรกเริ่มกองทัพกบฏนี้เป็นเพียงแค่กลุ่มเล็กๆ เท่านั้น แต่เนื่องจากขณะนั้นเกิดปัญหาต่างๆ รุมเร้า ทั้งความอดอยาก และการที่ประชาชนถูกกระทำอย่างไร้ความปราณี ทำให้เหล่าชาวบ้านสามัญชนในทุกหัวระแหงของประเทศ ตัดสินใจเข้าร่วมในกองทัพกบฏครั้งนี้

พระเจ้าเลนเต้ ไม่สามารถหยุดหรือปราบปรามกองทัพกบฏนี้ได้ จึงได้ออกคำสั่งไปยังเหล่าแม่ทัพทั่วประเทศ เพื่อให้รวบรวมกองกำลังแล้วมาปราบกองทัพกบฏนี้โดยเร็ว วันเวลาผ่านเลยไป จักรพรรดิ์แห่งราชสำนักฮั่น ได้เสื่อมอำนาจลง จึงได้เกิดการแก่งแย่งช่วงชิงอำนาจ และแผ่นดินกันในหมู่แม่ทัพ ที่กระหายสงครามและอำนาจ ด้วยเหตุนี้เอง ทำให้ทั้งทหารและประชาชนผู้บริสุทธิ์ต้องมาสูญเสียชีวิตในสงครามแห่งการแก่งแย่งอำนาจและความเป็นเอกราชในครั้งนี้ กระทั่งได้มีการค้นพบแคว้นเล็กๆ สามแคว้น ได้แก่ วุย, หวู และ ฉู่ ในปี ค.ศ.220 นับตั้งแต่นั้นมา ทั้งสามแคว้นนี้ก็รุ่งเรืองและกลายเป็นเมืองมหาอำนาจ จากนั้นจึงได้เกิดการถกเถียงกันว่า เมืองใดจะได้เป็นเมืองที่สืบทอดจากราชวงศ์ฮั่น แต่นักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่เชื่อว่า รัฐวุย คือเมืองที่สืบทอดอำนาจจากราชวงศ์ฮั่น อย่างถูกต้องเป็นทางการ

ท้ายที่สุดแล้วทั้งสามเมืองนี้ ก็ได้กลับมารวมกันอีกครั้งหนึ่งในสมัยของราชวงศ์จิ้น (Jin) โดย สุมาเอี๋ยน หลานชายของ สุมาอี้ ในปี ค.ศ.280 ด้วยการที่รัฐฉู่ ได้ถูกยึดครองโดยเมือง วุย ในปี ค.ศ.263 และโดยเมือง Wu ในปี ค.ศ.280

สามก๊ก ไม่ได้เพียงแต่กล่าวถึงเรื่องของการทำสงคราม การต่อสู้แย่งชิง และความขัดแย้ง อย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงความจงรักภักดี การทรยศหักหลัง ความทะเยอทะยาน ความมุ่งมั่น ความรับผิดชอบ การทดแทนบุญคุณ และความเชื่อมั่นไว้วางใจกันและกันของบุคคลต่างๆ ในเรื่องอีกด้วย

แสดงความคิดเห็นผ่าน Facebook

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

Rating*

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.